วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สมุนไพรไทย Aromatherapy อโรม่ารักษาสิว น้ำมันหอมระเหยที่ยับยั้งเชื้อ P.acnes



มีเรื่องเล่า คืออยากรู้ว่าน้ำมันหอมระเหยอะไรบ้าง ที่มันช่วยรักษาสิว นี่ไปเจองานวิจัยอันนึงมา ของ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ที่ตีพิมพ์ลง The International Journal of Aromatherapy  เค้าทดสอบฤทธิ์ของน้ำมันระเหยง่าย จากพืชสมุนไพรไทย 7 ชนิด ได้แก่ ตะไคร้บ้าน ตะไคร้หอม มะกรูด กระเพรา โหรพา ไพล ขิง โดยใช้วิธิ disc diffusion method ก็คือ เอาแผ่น disc เนี่ย ไปจุ่มสารละลายที่มีน้ำมันระเหยง่ายจากสมุนไพร แล้วมาวางลงบนจานเพาะเชื้อที่มีเชื้อ P.acnes ซึ่งเป็นเชื้อที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิวที่ทุกท่านไม่พึงปรารถนา จากนั้นก็นำไปเพาะเชื้อ เพื่อวัดระยะห่างระหว่างแผ่นdisc ที่มีสาร กับบริเวณที่เชื้อขึ้น ถ้าเชื้อไม่ขึ้นกว้างออกไปเท่าไหร่ แสดงว่าสารนั้นต้านเชื้อ P.acnes ได้ดีเท่านั้น ผลการทดลองก็พบว่า ที่ ความเข้มข้นของ Essential oils 0.25% V/V และ0.5% V/V  มีตะไคร้บ้าน กับมะกรูด ที่ยับยั้งเชื้อได้ และที่ความเข้มข้น มากกว่า 1% ตะไคร้หอม กระเพรา โหรพา ก็ยับยั้งได้ ส่วนไพลและขิง ไม่สามารถยับยั้งได้ ที่2% ต้องใช้ความเข้มข้นสูงกว่านื้ทดสอบด้วยอีกวิธี จากที่ดูคร่าวๆเราก็พอเรียงความสามารถในการจัดการเชื้อ P.acnes  อันดับหนึ่ง มะกรูด ตามด้วยตะไคร้บ้าน ส่วน ตะไคร้หอม กระเพรา โหรพา พอๆกัน ไพล ขิง ยังไม่เห็นฤทธิ์ที่2%

                จากงานวิจัยนี้เราทราบเพียงว่า มันยับยั้ง P.acnes ได้นะ ซึ่งอาจยับยั้งสิวที่เกิดจาก P.acnes ได้ แต่สิวมีหลายประเภท หลายสาเหตุ หากเกิดจากสาเหตุอื่น ก็อาจจะไม่ช่วย อีกทั้งตามผลการทดลอง เปอร์เซ็นต์ต่ำสุด 0.25% ซึ่งก็ค่อนข้างเยอะ หากใช้เปอร์เซ็นต์ยิ่งสูงยิ่งเสี่ยงต่อการระคายเคือง ก็ต้องระมัดระวัง ในการใช้ ยิ่งถ้าเป็นน้ำมันหอมระเหย ตระกูลส้ม อย่างมะกรูด หรือจำพวกขิง ควรได้จากการกลั่น เนื่องจากจะไม่มีสารที่ทำให้ผิวไวต่อแสงได้ ที่มาของน้ำมันระเหยง่ายแต่ละแหล่ง อาจมีสารออกฤท์ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ สภาพสิ่งแวดล้อมที่ปลูก อายุที่เก็บเกี่ยว นอกจากนี้งานวิจัยนี้งานวิจัยนี้ยังเป็นงานวิจัยที่ทำในหลอดทดลอง มิใช่บนผิวมนุษย์จริงๆ ซึ่งควรมีการศึกษาเพิ่มเติม


จริงๆผู้วิจัยใช้สองเทคนิคทดลองนะ แต่อันนี้หยิบมาอธิบายคร่าวๆอันเดียว และมีการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การต้านการอักเสบด้วย สนใจอ่านงานวิจัยฉบับเต็ม คลิกลิงค์ด้านล่างเลยจ้า
https://www.google.com/urlsa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=1&cad=rja&uact=8&ved=0CCQQFjAA&url=http%3A%2F%2Fwww.researchgate.net%2Fpublication%2F238635275_In_vitro_bioactivities_of_essential_oils_used_for_acne_control%2Flinks%2F00b7d5226efca5cf3c000000&ei=wZJVP6DDYSrmAXcyoLYAw&usg=AFQjCNFHMRBfOkFT5lF2rbPYdCd_8cDajQ&sig2=RTP-eRwzm7FIwjlFvhL-EA&bvm=bv.77880786,d.dGY








วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ความอ้วนทำร้ายผิวพรรณอย่างไร

ความอ้วนทำร้ายผิวพรรณอย่างไร



     ความอ้วนนั้นจัดเป็นโรค ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลายอวัยวะในร่างกาย หนึ่งในนั้นคือ ผิวหนัง มาดูกันค่ะว่า อ้วนแล้วทำร้ายผิวได้อย่างไรบ้าง

     ไล่ตั้งแต่ชั้นนอกสุดคือชั้นปกป้องผิว พบว่าในคนอ้วนจะสูญเสียความแข็งแรงของชั้นปกป้องผิวไป ผิวสูญเสียความสามารถในการอุ้มน้ำ ส่งผลให้ผิวแห้งขาดความชุ่มชื้น ระคายเคืองหรือแดงง่าย ในขณะที่เซลล์ผิวหนังจะมีความเหนียวและเกาะตัวกันมากขึ้น ส่งผลให้การผลัดเซลล์ผิวไม่ดี ผิวพรรณจึงแลดูไม่สดใส

     ระบบเลือดฝอยเล็กๆที่มาเลี้ยงผิว หรือที่เรียกว่า Microcirculation ซึ่งเปรียบได้กับหัวฉีดน้ำที่คอยรดให้ความชุ่มชื้นกับผืนหญ้า จะไหลเวียนไม่ดีเท่ากับในคนผอม ส่งผลให้เลือดมาหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวได้ไม่ดี การหายของแผลในคนอ้วนจึงไม่ดีเท่ากับในคนผอม

     ถัดเข้ามาที่ต่อมไขมัน พบว่าในคนอ้วนจะมีความผิดปกติของฮอร์โมนแอนโดรเจน (ฮอร์โมนเพศ) และฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น หน้าจึงมันและเป็นสิวง่าย (ผิวแห้งไม่ชุ่มชื้น แต่ก็มัน และเกิดสิวง่ายไปพร้อมๆกัน) และในบางคนยังอาจมีขนดกขึ้น หรือที่เรียกว่า ภาวะ hirsutism ได้อีกด้วย

     ในผู้หญิงที่เป็นโรคอ้วน ร่วมกับซิสต์ที่รังไข่ จะมีปัญหาหน้ามัน ขนดก และสิวขึ้นมากผิดปกติเป็นลักษณะเด่น ซึ่งอาการทั้งหมดจะดีขึ้นได้หากลดน้ำหนักได้สำเร็จ

     นอกจากการเปลี่ยนแปลงของผิวข้างต้นแล้ว ยังมีโรคผิวหนังที่มักมากับโรคอ้วนอีกมากมาย เช่น รอยดำที่คอหรือข้อพับต่างๆ ขนคุด เซลลูไลท์(ผิวเปลือกส้ม) รอยแตกลาย ติ่งเนื้อ เป็นต้น

     สรุปแล้วความอ้วนจัดเป็นศัตรูของผิวตัวฉกาจ การลดน้ำหนักได้จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้สุขภาพภายในดี แต่ยังช่วยให้สุขภาพผิวพรรณภายนอกดูดีขึ้นตามไปด้วย ความแข็งแรงของผิวจะดีขึ้น ความมันบนใบหน้าจะลดลง ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้น รอยดำตามข้อพับจางลง รวมไปถึงขนคุดและเซลลูไลท์ก็ดูดีขึ้นได้โดยไม่ต้องเสียเงินมากมายไปทำเลเซอร์ตามสถานเสริมความงาม

      รู้อย่างนี้แล้ว ... เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เริ่มต้นที่ใจของคุณเองกันเถอะค่ะ


พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (หมอผิง)
Twitter: @thidakarn
http://www.raipoong.com/content/detail.php?section=&category=&id=284

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ส่วนผสมไม่ปลอดภัย ที่มักพบในเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน






ส่วนผสมไม่ปลอดภัย ที่มักพบในเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน

                ในยุคที่ใครๆก็ทำเครื่องสำอางขายได้ เพียงมีเงินไม่กี่พันบาท ก็ขายเครื่องสำอางได้แล้ว อีกทั้งผลตอบแทนก็ทำให้เป็นเศรษฐีกันไปเยอะแยะมากมาย ทำให้เครื่องสำอาง มีมากมายหลากหลายยี่ห้อ เกลื่อนตลาด แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย คือ สารต้องห้ามที่ใช้ในเครื่องสำอาง สมัยก่อนมักพบตามตลาดนัด เป็นกระปุกธรรมดาๆดูตลาด ราคาเพียงหลักสิบบาท เราก็เลือกง่ายแค่ราคาถูกเกินไป กระปุกดูเถื่อนๆ ก็เลี่ยงๆ ปัจจุบัน กระปุกและบรรจุภัณฑ์สวยงาม แทบเคียงแบรนด์ดัง ในราคาที่แทบไม่ต่างกับแบรนด์เคาเตอร์ก็มี แต่สารที่ใช้ก็ยังคงไม่ต่างจากตอนกระปุกละสิบบาทตลาดนัด อย่าง ไฮโดรควิโนน ปรอท กรดวิตามินเอ และ เสตียรอยด์  เรามาดูกันทีละตัวดีกว่า ว่าทำไม ถึงเป็นสารต้องห้าม

                1.ไฮโดรควิโนน ไฮโดรควิโนนเป็นยารักษาฝ้าที่เก่าแก่มากๆและได้ผลดีมากๆตัวนึง ซึ่งการทำงานของมันก็คือการยับยังเป็นสีผิว แต่ด้วยฤทธิ์ที่รุนแรงจนเกินไป ทำให้มันเป็นพิษต่อเซลล์เม็ดสีผิว ผลที่ตามมาคือ พบผู้ที่ใช้ กลายเป็นด่างขาวแทน ซึ่งแน่นอน รักษาไม่หาย ถ้ามันขาวไปทั้งหมดก็นับว่าดี แต่กระดำกระด่างเป็นจุดๆ เราว่าไม่งามแน่ๆ ด้วยเหตุนี้เอง จึงกลายเป็นสารต้องห้ามไปตามระเบียบ

                2.กรดวิตามินเอ กรดวิตามินเอ ออกฤทธิ์โดยการเร่งการผลัดเซลล์ผิว ผลลัพธิ์คือ ผิวขาวใส ผิวเนียน รอยแผลเป็น รอยดำจางลง ฝ้าจาง สิวหาย แต่ด้วยฤทธิ์ที่ดีเลิศ แน่นอนว่าผลเสียก็มี กรดวิตามินเอ ทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น อาจทำให้เกิดการระคายเคือง ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ถูกวิธี ควรอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ จึงทำให้เจ้ากรดวิตามินเอ ถูกจัดไปอยู่ในกลุ่มของ ยาอันตราย ซึ่งต้องจ่ายโดยแพทย์ หรือเภสัชกรเท่านั้น ยี่ห้อที่เราคุ้นหูก็ เรตินเอ RetinA นี่หล่ะ

                3.สารประกอบปรอท อย่างปรอทแอมโมเนีย ตัวนี้ขาวเวอร์ขาวไวจริงๆ แต่อันตรายของมันช่างใหญ่หลวงนัก ปรอทเป็นโลหะหนัก ซึ่งเมื่ออยู่ในรูปของปรอทแอมโมเนีย สามารถซึมเข้าผิวและเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตของร่างกายได้ดี ปรอทในปริมาณน้อยๆใด้รับต่อเนื่องจะเกิดพิษเรื้อรัง ทำอันตรายต่อระบบประสารทส่วนกลาง ทั้งสมองและไขสันหลัง ส่งผลต่อส่วนที่ควบคุมการพูด การเคลื่อนไหว ระบบประสาทความรับรู้ เช่นการได้ยิน มองเห็น ชัก คุ้มคลั่ง นอกจากนี้ยังทำลายไต อาการเหล่านี้ก็คือโรค  มินามาตะ  เคยมีข่าวเด็กผู้หญิงที่ซื้อครีมทาขา หวังผลขาวลดรอยแตกลาย พบว่าครีมมีส่วนผสมของปรอทแอมโมเนีย ด้วยความที่น้องทาขา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กว้าง ทำให้ได้รับสารปรอทไปเป็นปริมาณมาก เกิดพิษเฉียบพลัน ไตวายและเสียชีวิตในที่สุด

                4. เสตียรอยด์ เสตียรอยด์เป็นสารกลุ่มที่พบในเครื่องสำอางได้บ่อยมากๆอีกตัวนึง มักพบร่วมกับสารตัวอื่น เช่น ปรอท ไฮโดรควิโนน และกรดวิตามินเอ เนื่องจากสารทั้งสามตัวที่กล่าวมา ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย เสตียรอย ซึ่งมีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงทำให้ใช้ครีมเหล่านั้นได้โดยหน้าไม่พังในช่วงแรก อย่างที่บอกว่าเสตียรอยด์ออกฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน ต้านการอักเสบ ทำให้สิว ฝ้า หายได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังกดการทำงานของเม็ดสีผิวอีกด้วย เมื่อใช้ไประยะนึง จะต้องเพิ่มขนาดการใช้ไปเรื่อยๆ ผิวจะอ่อนแอลงเรื่อยๆและเมื่อหยุดใช้ จะพบว่าหน้าจะพังแหลกจนไม่มีชิ้นดี นั่นเป็นเพราะภูมิคุ้มกันเราอ่อนแอจนต้านทานอะไรไม่ได้แล้ว ใช้อะไรก็สิว ใช้อะไรก็แพ้ การรักษาก็ลำบากยากเย็นมาก กว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม นอกจากนี้การใช้ปริมาณมากๆนานๆ ก็ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย เพราะซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตได้ กดการทำงานของต่อมหมวกไต ทำให้สมดุระบบฮอร์โมนเปลี่ยนไป ขนขึ้นมากผิดปกติ ผิวหนังฝ่อ เกิดจ้ำลือดใต้ผิว ผิวแตกลาย สิวเสตียรอยด์ ผิวติดเสตียรอยด์ แต่ที่เสตียรอยเป็นที่นิยมมาก เนื่องจากส่วนใหญ่ตอนใช้ หน้าจะดีขึ้นในชั่วข้ามคืน ต้องใช้ระยะเวลาหลายเดือนกว่าจะเห็นผลเสีย มักมีปัญหาเมื่อหยุดใช้ หรือเปลี่ยนไปใช้ครีมอื่นแล้วหน้าพัง ก็อาจเข้าใจผิดไปว่าเป็นเพราะครีมอื่นได้อีกเช่นกัน นอกจากนี้ เสตียรอยด์ยังเป็นสิ่งที่ตรวจพบได้ยาก เสตียรอยมีเป็นร้อยเป็นพันชนิด ที่นิยมใช้ก็มีนับสิบชนิด แต่วิธีการตรวจเบิ้องต้นแบบง่ายๆอย่าง Strip test (จุ่ม หรือหยด แล้วอ่านผล)ไม่มี ชุดคิท ที่ใช้ทดสอบ ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ใช้วิธีการรันโครมาโตกราฟฟี่ เทียบกับสารมาตรฐาน ซึ่งถ้าไม่ได้ใช้ ตรงกับสองตัวที่เป็นสารมาตรฐานในชุดทดสอบเราก็จะไม่เจอ การตรวจจึงต้องทำให้ห้องปฏิบัติการและใช้เครื่องมือที่ค่อนข้างยุ่งยาก  แต่ก็ใช้ว่าเสตียรอยจะเป็นผู้ร้ายรุนแรง เค้าก็มีความเป็นพระเอก เสตียรอยทาผิวใช้สำหรับอาการผื่นแพ้ ที่ไม่ได้เกิดจาการติดเชื้อ เช่น ผื่นจากการสัมผัสหญ้า เป็นต้น เสตียรอยจะช่วยลดอาการคัน ลดการอักเสบ ทำให้ผื่นหายไร้ร่องรอยได้อย่างรวดเร็ว ควรใช้เป็นระยะเวลาสั้นๆไม่เกิน7วัน เสตียรอยด์ในรูปยาใช้ภายนอก จัดเป็นยาอันตราย ซึ่งต้องจ่ายโดยแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้นครับ

                จะเห็นได้ว่าการจะให้สารอะไรเป็นสารต้องห้ามในทางกฎหมาย ต้องมีเหตุผลเสมอครับ ทั้งนี้ก็เพื่อคุ้มครองพวกเราให้ปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตาม ความหอมหวานของผลตอบแทนในธุรกิจนี้มันก็ยั่วยวนจนมีคนเลวไม่น้อยที่กล้าท้าทายกฏหมาย ขายเครื่องสำอางที่มีสารเหล่านี้ เราเองควรสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง ด้วยการใช้วิจารณญาณในการเลือกซื้อเครื่องสำอาง หมั่นตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซท์ของสำนักงานอาหารและยา ว่ามีสินค้าใดพบสารเหล่านี้แล้วบ้าง หมั่นอัพเดตความรู้อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถปลอดภัยจากการเลือกซื้อเครื่องสำอางได้แล้วครับ








วันอังคารที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

โดนร้านค้าออนไลน์โกง!! จะทำยังไง


          สืบเนื่องจากเราเป็นพ่อค้าออนไลน์ เราว่าอีพวกนี้คือหลืบไรสังคม เป็นส่วนที่ทำให้พวกเราที่ทำมาหากินสุจริตเดือดร้อน ทำให้คนไม่ค่อยเชื่อใจ หลายคนกลัวที่จะโอนเงินก่อน สร้างความเสียหายต่อวงการมาก  ล่าสุดมีเพื่อนเราโดนร้านรองเท้าโกง แล้วมาปรึกษาว่าจะทำยังไงดี วันนี้เลยจะมาเสนอแนะวิธีการจัดการกับอีขี้โกงพวกนี้ครับ

          ก่อนอื่นก่อนโดนโกงก็ดูให้ดีก่อน ว่าร้านน่าเชื่อถือหรือไม่ แต่อันนี้ดูไม่ค่อยออกอยู่ดี โจรมักแนบเนียน

          รู้ตัวว่าโดนโกงแล้วจะทำอย่างไร
               1.เก็บข้อมูลและหลักฐานไว้ให้ได้มากที่สุด แคปหน้าจอทุกการสนทนา และหน้าเพจสินค้าที่ขาย เลขบัญชี สลิปที่โอ เอาชื่อแอคเคาท์ ชื่อไลน์ ไปเสิร์ชกูเกิ้ล รวมถึงชื่อจริงจากเลขบัญชี เสิร์ชมาให้ได้ข้อมูลมากที่สุด จากนั้นเก็บไว้ให้ดี 
              2.เจรจาก่อน แต่มักไม่ได้ผล ข้ามไปเหอะ
              3.เจรจาไม่ได้ผล ให้ไปแจ้งความ ที่ สน.เขตที่ท่านโอนเงิน ปริ้นหลักฐานหอบไปแจ้งความ เก็บใบรับแจ้งความไว้ ตำรวจจะหัวเราะเยาะว่าแจ้งไปทำไมแจ้งไม่ได้อะไรก็แจ้งไป 
              4.ข่มขู่ ด้วยการส่งข้อความไปบอกพร้อมภาพแจ้งความ และขู่จะลงพันทิป เอาให้ทำมาหากินต่อไม่ได้กันเลย 
              5.โพสลงพันทิปโดยโพสข้อความเหนี่ยวนำดราม่าสุดๆเพื่อให้เกิดดราม่าใหญ่ ล่อนักสืบพันทิปออกมาช่วยกันเปิดโปง โพสลงเฟซส่วนตัว และไปตามแอคเปิดโปงทั้งหลาย เช่นแอคแบนในIG ให้เพื่อนช่วยกันแชร์เพื่อไม่ให้ใครหลงเป็นเหยื่ออีก 

        สุดท้ายนี้ เราอาจไม่ได้เงินคืน แต่ก็ทำให้พวกมันลำบากไม่น้อย ดีกว่าให้มันลอยหน้าโกงแบบไร้ยางอาย ไม่สะท้านฟ้าดินอะไรแบบนี้ 






วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557

เมนูวุ้นวุ่นวาย




วันนี้คือ เอาผลงานเก่ามานำเสนอซะหน่อย 
ทำไว้ตั้งนานละ เอารูปมาอัพๆ

ประเด็นตอนนั้นคือ อยากกินอะไรที่เป็นขนม แต่ขอเบาๆ
ก็เลยแบบ วุ้นก็ได้วะ ไรงี้

ไปดูส่วนประกอบก่อนเลย 


สำคัญมา ผงวุ้น ซองเล็ก 
น้ำตาล
น้ำส้ม และ ส้ม
สตอวเบอรี่
โกโก้

ตอนทำคือแบบทำคนเดียว มือเลอะถ่ายยาก 
ไม่มีรูประหว่างทำเลย ขอข้าม
อธิบายแทน 
เริ่มแรก ชั่งส่วนผสม วดูตามหลังซองวุ้นเลยนะ
 ว่าต้องใช้น้ำเท่าไหร่ น้ำตาลเท่าไหร่ 
แต่ลดน้ำลงหน่อยนะ เพราะเราจะเอามาเติมนมกะอื่นๆทีหลัง

เริ่มแรกก็ต้มน้ำเลย เริ่มร้อน
ก็เอาผงวุ้นละลายให้น้ำเย็นเล็กน้อย
แล้วเทลงหม้อน้ำที่ต้มอยู่ คนให้ละลายหมด 
เติมน้ำตาล ละลายหมดก็ใช้ได้ 
ยกลงมาแบ่งลงภาชนะต่างๆเท่าๆกัน



ถ้วยแรกใส่สตรอวเบอรี่บด คนๆให้เข้ากัน แล้วเอาไปแช่ตู้เย็น


ถ้วยที่สอง ใส้น้อส้มและเนื้อส้ม คนๆ แล้วแช่ตู้เย็น



อันนี้ชงผงโกโก้กับนมร้อนๆแล้วผสม คนๆ ใส่ตู้เย็น


อันนี้เทนมสดลงไปเลย คนๆพักในตู้เย็น


หลังจากเสร็จแล้ว มันก็เซตตัวเป็นก้อน เราก็เอามากินได้เลย 
หรือจะมาทำต่อ แบบกัสก็ได้ 


อันนี้เป็นวุ้นโยเกิร์ต
ตัดๆทุกอันเป็นสี่เหลี่ยม 
จัดใส่แก้ว ราดดวยโยเกิร์ต
แต่งหน้าด้วยสตอวเบอรี่ 
เป็นอันน่ากิน ><


ต่อไป วุ้นนมเย็นแมงลัก


 

น้ำแดงผสมนม ทำนมเย็น 
แช่เม็ดแมงลัก ให้พองเต็มที่ 
แล้วเอาทุกอย่างมาผสมกันน 
อ่าาา อร่อยยย



จบแล้ววว เมนูวุ้นวุ่นๆ ทำง่ายๆ อยู่หอก็ทำได้
อร่อย ไม่ค่อยอ้วน ถ้าไม่ใส่น้ำตาลเยอะอ่ะนะ 555









วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

แอปเปิ้ลคือ นิพพาน !!

แอปเปิ้ลคือ นิพพาน !!


“ทำไมไม่ซื้อไอโฟนไปเลยล่ะ”
“แซมซังเครื่องนั้นก็สองหมื่นกว่าแล้วหนิ เพิ่มอีกนิดเดียวเองก็ได้ไอโฟนแล้ว”
“ซื้อคอมทั้งที ซื้อแมคไปเลยสิ”
“แกดูสิ แม่ค้าส้มตำนั่น มีไอแพร๊ดใช้เชียวนะ ฮายยยโซววว”


          มีคนไม่น้อยในบ้านนี้เมืองนี้ ที่ยึดติดว่าสิ่งของพวกนี้เป็นเครื่องบ่งฐานะ เป็นเครื่องชี้ความเป็นคน ผมมองว่าคนเหล่านี้เป็นทาสเทคโนโลยีนะ ไม่ใช่ผู้ใช้เทคโนโลยี ใช้แล้วชีวิตง่ายขึ้น ใช้แล้วมีความสุขมากขึ้น ใช้แล้วเกิดการเพิ่มพูนประโยชน์ ประยุกต์ใช้อย่างฉลาด ไม่ใช่ถือแกว่งโก้ๆกระหยิ่มใจ ว่าตนใช้ไอโฟนเชียวนะ เหยียดหยามคนอื่นไปวันๆนึง คือก็ไม่เข้าใจว่ารู้จักอยู่ยี่ห้อเดียว ไม่เคยสัมผัสอย่างอื่นเลยในชีวิต หรือมอง แล้วมันไม่โก้หรู ไม่เซเลป ใครใช้ยี่ห้ออื่นนี่กากจัง อยากให้เปิดหูเปิดตา มองโลกกว้างๆ มีคนมีความรู้ มีเงิน หลายคน เลือกเพราะตัวเองชอบ เลือกเพราะตอบโจทย์ ตอบสนองชีวิตประจำวัน อย่าเอากะลาแคบๆของตัวเอง มาตีกรอบทั้งสังคม ว่ามันต้องอย่างนี้ มันต้องอย่างนั้น ทุกอย่าง มีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง ขึ้นอยู่กับว่าเหมาะกับเรามากแค่ไหน บางคนยังใช้บีบี เพราะชอบโปรแกรมสนทนา ของ บีบี รวมถึงกลุ่มบุคคลที่ต้องติดต่อด้วยใช้ ทำให้ทำงานสะดวก บางคนเลือกไอโฟนเพราะแอพพลิเคชั่นที่ต้องการใช้รองรับไอโอเอสชอบงานประกอบ ชอบดีไซน์ บางคนเลือกแอนดรอยด์ หลายๆยี่ห้อเพราะความยืดหยุ่น ชอบจอใหญ่เบิ้มๆเลือกโน้ต ชอบกล้องสวยๆของโซนี่ หรือแม้แต่หลงใหลในวินโดว์โฟน เป็นสาวกโนเกีย หรือจะเป็นพ่อแม่ ปู่ย่า ที่แค่ฟังชันนัลโฟนธรรมดาๆ ก็ตอบสนองชีวิตเค้าได้แล้ว นั่นคือความเหมาะสม และความพึงพอใจของแต่ละบุคคล มุมมองจากเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้มันสะท้อนถึงความคิด ถึงทรรศนะคติ เลยนะ ว่ามองคนจากอะไร นับถือคนจากอะไร จะรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่เจอประโยคอะไรแบบที่กล่าวไว้ข้างต้น สรุปคือที่เขียนมาคือจะบอกว่าไม่ใช่จะว่าไอโฟนไม่ดี หรือคนใช้ไอโฟนไม่ดี แต่อีคนที่มีความคิดแบบแบ่งแยกชนชั้นด้วยไอโฟนเนี่ย ประหลาดมนุษย์ 

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ถ่ายไม่ออก!!บอกฉันทำไม???

ถ่ายไม่ออกบอกฉัน!!! ทำไม??




            หลายวันมานี้มีแต่คนปรึกษาเรื่องท้องผูกนะ เอางี้ละกัน เล่าทีเดียว นี่เล่าตามประสบการณ์เลยนะ ไม่เอาครบถ้วนตามหลักวิชาการ เอาตามวิธีของกัสเองเลยนะ
ปกติเป็นคนถ่ายยากตั้งแต่เด็กๆ แม่เล่าว่ามีสิ่งหนึ่งที่กัสตอบสนองได้ดีเป็นพิเศษคือส้มโอ เวลาท้องผูกนี่แม่ต้องวิ่งวุ่นหา ส้มโอมาให้ นี่ก็นั่งขำตอนแม่เล่า แม่บอกอย่างอื่นไม่ช่วยจริงๆนะ พอโตมาโชคดีหน่อยที่เป็นคนชอบทานผัก ผลไม้ ก็เลยไม่ค่อยมีปัญหา แต่พอเข้ามาอยู่ประเทศรังสิตนี่สิ ผักผลไม้ ดูจะหาทานยากไปหน่อย ในอาหารตามสั่งอย่าหวัง จามทีปลิวหายหมดละมั้ง ซื้อผักสดโลตัสก็สามต้นยี่สิบนี่ คิดๆแล้วแพงกว่าหมูอีกนะ ผลไม้ก็มหาโหด ซื้อสับปะรดชิ้นนึง มะม่วงลูกนึงก็หมดละ 40 อยู่บ้านมะละกอหลังบ้านไม่เคยได้ซื้อ กินทีละเป็นลูกๆ ยายปอกไว้รอกลับจากโรงเรียนมากินหลังข้าวเย็นเลย เนี่ยแหละ ชีวิตที่รังสิตวันไหนทานผักน้อยเลยเกิดการท้องผูกจนได้

           ร่ายมายาวเข้าเรื่องเลยนะ ปกติจะพยายามทานผักผลไม้ให้ได้เยอะๆในมื้ออาหาร ถ้าทำไม่ได้ ส่วนใหญ่จะต้องมีมื้อนึงที่ได้ใยอาหาร สะดวกที่สุดคงเป็นแมงลัก เอามาแช่น้ำทิ้งให้ให้พอเต็มที่แล้วซดเปล่าๆเลย ใครทำใจกินไม่ได้ก็ผสมน้ำหวาน น้ำเต้าหู้อะไรก็ได้นะ กินพร้อมๆกับมื้ออาหาร หรือหลังอาหารทันทีให้มันไปคลุกๆกับอาหารในท้อง จะได้ถ่ายสะดวก

          อย่างที่สองที่ทานแล้วพบว่า ดีจริงคือ น้ำมะเขือเทศดอยคำ วันละกล่องสองกล่องนี่ ขับถ่ายดีจริงๆนะ มีไลโคพีนสูงด้วย


          อย่างที่สามคือ ยาคูลล์ วันละสองขวด นี่ สุดยอดจริงๆ แอคทีเวียเราลองแล้ว เราไม่ตอบสนอง อะไรก็ไม่สู้ แลโตบาสิลัส บัลการิคัส แอล คาเซอิ ชิโรต้า สายพันธุ์พิเศษจากยาคูลล์ ถามสาวยาคูลล์สิค่ะ 555


          อย่างที่สี่ นี่สำคัญมากๆ บางคนบอกลองทุกอย่างแล้ว ก็ยังท้องผูก นี่บอกเลย ไม่ออกกำลังกายใช่มั๊ย!!! การออกกำลังกายทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหว บีบตัวได้ดีขึ้น นี่ถ้าลองหมดนี่แล้วไม่หายไปหาหมอเถอะ ไส้ตันแล้วมั้ง 555
          อย่างที่ห้า พยายามตื่นเช้า(อันนี้ทำไม่สำเร็จ เหอะๆ)  ปวดแล้วถ่าย อย่าอั้น ถ้าไม่จำเป็น

          สุดท้าย วิธีทั้งหลายเหล่านี้ต้องทำติดต่อกันเป็นนิสัย ไม่ใช่วันสองวันจะดีขึ้น การทานแมงลักใช่จะกินแล้วปวดถ่ายเลย ต้องใช้เวลาให้มาถึงหน้าด่านก่อน และสำคัญมากไม่แนะนำการทานยาถ่าย ทุกชนิดที่กระตุ้นการบีบตัวลำไส้ เช่น bisacodyl รวมถึงยาสมุนไพรพวกมะขามแขก ต่างๆ ที่กินแล้วปรู๊ดปร้าดดด คือใช้เฉพาะกิจได้ ใช้ระยะยาวจะเกิดการพึ่งยา ลำไส้เฉื่อย ต่อไปไม่กินไม่ถ่าย แล้วก็ต้องเพิ่มปริมาณไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น


ขอให้ทุกคนโชคดี ขับถ่ายสบายก้น 5555

Gusstation