วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

น้ำมันหอมระเหยสู้ไมเกรน Aromatherapy for Migraine


        ทำไมเขียนเรื่องไมเกรนอีกแล้วล่ะ ?? ตอบได้คำเดียว คนที่ผมรักมากๆเค้าเป็นไมเกรนคับ ไม่อยากเห็นเค้าปวด ทรมาณ และอยากให้คนที่เป็นได้ประโยชน์ด้วย ไหนๆก็ทั้งร่ำเรียน พร่ำอ่านเตรียมสอบ หากความรู้ที่กำลังจะต้องเอาไปสอบวิชา Pharmacognosy เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นด้วย ก็ดีใจครับ

        สำหรับเรื่องของศาตร์การใช้น้ำมันหอมระเหยไว้จะเขียนให้ละเอียดวันหลังนะครับ วันนี้ขอโฟกัสเฉพาะเรื่องไมเกรนก่อน ยาวไปกลัวจะเบื่อครับ เอาหล่ะ ไปพบกันเลย


อันแรก คือ น้ำมันเทียนสัตตบุศย์ (anise oil) หรือที่เราคุ้นชื่อในนามโป๊ยกั๊ก นั่นเอง


น้ำมันโหรพา (sweet basil oil)

น้ำมันตะไคร้หอม(citronella oil) 


น้ำมันคาร์โมไมล์(chamomile oil)


น้ำมันเบอร์กามอต หรือมะกรูดฝรั่ง (bergamot oil)


น้ำมันลาเวนเดอร์ (lavender oil)


น้ำมันเปปเปอร์มิ้น หรือ สระแหน่ (peppermint oil)


น้ำมันมะลิ(jasmine oil)



น้ำมันโรสแมรี่ (rosemary oil)


น้ำมันยูคาลิปตัส (eucalyptus oil)

       จริงๆจะเขียนสรรพคุณทั้งหมดนะ แต่ขี้เกียจ ^^ เอาเป็นว่า วันนี้เฉพาะเจาะจงว่ามันช่วงบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้ก็แล้วกันเนอะ ต่อไปรู้แล้วก็ไปเสาะหากันดีกว่า 


อันดับแรก แบบง่ายๆ คือ เลือกซื้อที่ร้านนั่นเอง ควรเลือกร้านที่ได้มาตรฐาน ไว้ใจได้ มีใบรับรองนะครับ น้ำมันหอมระเหยบางชนิดมีราคาแพงมาก และส่วนใหญ่ค่อนข้างมีราคา เราต้องตรวจสอบให้ดี ร้านที่วางขายตลาดนัดมักเป็นกลิ่นสังเคราะห์ ซึ่งไม่ให้ประโยชน์ทางการรักษา นอกจากนี้ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายได้อีกด้วย 


ไปสปา อันนี้สำหรับคนกระเป๋าหนักหน่อย เลือกสถานที่บริการได้รับอนุญาติ สะอาด ได้มาตรฐานนะครับ


ปลูกมันซะเอง อันนี้ชัวร์ๆ ประหยัดด้วย พืชหลายๆชนิดปลูกไม่ยาก และเราใช้เป็นผักสวนครัวได้อยู่แล้วเช่น สระแหน่ โหรพา กระเพรา มะนาว มะกรูด ตะไคร้ หรือไม้ดอกไม้ประดับ เช่น มะลิ


ได้มาพร้อมแล้วก็ได้เวลาเสพย์ซินะ มาดูกันดีกว่าว่าใช้ยังไง?


หยดลงในตะเกียงอโรมา 


หยดในชามที่มีน้ำร้อนและอังระยะประมาณ 1 ฟุต อาจคลุมด้วยผ้าขนหนู


การใช่แท่งไม้ช่วยกระจายน้ำหอม


ไฮโซหน่อยก็ใช้เครื่องช่วยกระจายน้ำมันหอมระเหย

ไฮเทคหน่อยก็มีแบบยูเอสบี นะ 555


นำมาประกอบอาหาร 

ผสมน้ำอาบหรือแช่ตัว 


ผสมน้ำอุ่นแช่เท้า 


ผสมเป็นน้ำมันนวดตัว 

      เห็นมั๊ยล่ะครับ วิธีใช้หลากหลายจริงๆ คราวนี้เรามารู้วิธีการผสม และสูตร ในการผสมเพื่อใช้ตาวิธีข้างต้นดีกว่าครับ น้ำมันหอมระเหยเนี่ย เราไม่ควรใช้เดี่ยวๆ เพราะการรับอะไรเดี๋ยวๆปริมาณมากย่อมไม่ดีต่อร่างกายแน่นอน ดังนั้นเราควรผสมครับ มีหลักการง่ายๆที่ผมชอบใช้ ไม่ต้องอิงทฤษฎีมาก คือ น้ำมันระเหยเร็ว 1 หยด และน้ำมันระเหยปานกลาง 2 หยด และน้ำมันระเหยช้า 1-2 หยด หากใช้กับการกระจายกลิ่น และ ผสมกับน้ำมันพื้น เช่น น้ำมันอัลมอนด์ น้ำมันเมล็ดองุ่น น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอกเป็นต้น เพื่อใช้ในการนวด 

       มาดูสูตรที่ผมใช้บ่อยสำหรับบรรเทาอาการปวดหัวนะครับ ซึ่งสูตรนี้ บรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้อีกด้วย อันนี้โน้ตเอียงไปทางสูงนิดนึงนะครับ เพราะน้ำมันที่อยู่ในกลุ่มบรรเทาไมเกรนอยู่ในประเภทโน้ตสูงเป็นส่วนใหญ่ 

ลาเวนเดอร์ 1 หยด
ยูคาลิปตัส 1 หยด
โหรพา 1 หยด
ตะไคร้หอม 1 หยด
มะลิ 2 หยด
เทียนสัตตบุษย์ 2 หยด
**จริงๆเปปเปอร์มิ้นท์ด้วยก็ดีนะ แต่กัสเป็นลมชัก เปปเปอร์มิ้นเป็นสิ่งต้องห้าม ^^

       หากหาอะไรไม่ได้ ก็ลองผสมเท่าที่มี ดูกลิ่นที่ชอบและรู้สึกว่าได้ผลที่สุด ผมว่าการผสมน้ำมันหอมระเหยเป็นศิลปะอย่างหนึ่งนะ สนุกดีด้วย ในห้องผมมีน้ำมันหอมระเหยมากกว่า 30 ชนิด ไว้ยาเครียด หดหู่ นอนไม่หลับ ปวดหัวหรือแม้แต่วิตกกังวล น้ำมันหอมระเหยช่วยเราได้เป็นอย่างดี

       สำหรับใครที่ชอบแบบผม มีสิ่งที่พึงระวังคือ ใช้ในปริมาณน้อยๆ และผู้ที่มีโรคประจำตัวและมีประวัตการแพ้อะไรก็ตาม ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน  เพื่อความปลอดภัย อย่าคิดว่าทุกสิ่งที่มาจากธรรมชาติปลอดภัย นอกจากนี้การเลือกซื้อน้ำมันหอมระเหยก็ควรมาจากแหล่งที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย น่าเชื่อถือ 


       ส่วนใครอยากอโรมา อโรคา แบบง่ายๆ แนะนำให้ปรุงเป็นอาหาร เช่น ผัดกระเพรา ต้มยำกุ้ง ไข่พะโล้  ยำใบไม้ สลัดผัก เป็นต้น หรือเครื่องดื่มเช่น โมฮิโต้ น้ำผลไม้ปั่น ทานไปด้วย สดชื่นกับกลิ่นไปด้วย แค่คิดก็สดชื่นแล้วครับ  

      แถมสูตรประจำที่ผมใช้นะครับ  

ลาเวนเดอร์2หยด 
ยูคาลิปตัส 1 หยด 
ลงบนหมอน(ข้างๆพอนะครับ) ก่อนนอน หลับสบาย 

เกลือ2ช้อนโต๊ะ 
น้ำมันตะไคร้ 5 หยด 
ยูคาลิปตัส 2 หยด 
ลาเวนเดอร์ 1 หยด   
ลงในกะละมังขนาดพอเท้าสองข้างลงแช่ มีน้ำอุ่นมาก(พอทนได้) แช่ชิลล์ๆ หลังเดินชอปปิ้งขาลาก หรือยืนทำงานจนเมื่อยตุ้ม ตื่นเช้ามาหายปวดเมื่อย เดินปร๋อแน่นอน 

ลาเวนเดอร์ 1 หยด 
มะกรูด 1 หยด 
ส้ม 1 หยด 
มะลิ 1 หยด 
ผสมน้ำมันแอลมอนด์ 100 มิลลิลิตร นวดตัวหลังอาบน้ำ ยามวันที่หดหู่ ตึงเครียด ให้สดชื่นมีชีวิตชีวา 


     สุดท้าย ผมก็เขียนยาวเหยียดจนได้ - -" หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านนะครับ ด้วยอานิสงส์จากความรู้อันอาจก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น ขอให้น้องสาวผมหายจากการเป็นไมเกรน หรือมีอาการน้อยที่สุด 
     ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ดูแลรักษาสุขภาพด้วยนะครับทุกคน อย่าเจ็บอย่าจน สวัสดีครับ 

Gusstation

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

6 เคล็ดไม่ลับ ป้องกันไมเกรน


   ที่เห็นน่าสนใจ เอามาลงเพราะ น้องสาวเจ้าของบล็อคเองก็เป็นไมเกรน เข้าใจความรู้สึกนะ บางคนปวดมากถึงกับอาเจียน วันนี้เลยมีข้อปฏิบัติเล็กๆน้อยๆหลีกเลี่ยงไม่ให้อาการกำเริบขึ้นได้ ยิ่งช่วงสอบ ยิ่งลำบากนะ

มาดูกันเลยว่าควรทำอย่างไรบ้าง


1. ทำไดอะรี่ บันทึกอาการปวดศึรษะ เวลาที่เริ่มปวด อาหารที่รับประทานไป ความเครียด รวมถึงช่วงเวลาของรอบเดือน(ในผู้หญิง) จะช่วยให้คุณและหมอที่รักษาหาสาเหตุกระตุ้นได้ง่ายขึ้น


2. อาหารที่มักเกี่ยวข้องกับอาการไมเกรนคือ ช็อคโกแล็ต คาเฟอีน และแอลกอฮอล์ ลองสังเกตุว่าอาการปวดศึรษะของคุณสัมพันธ์กับอาหารเหล่านี้หรือไม่


3. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ พบว่าการนอนดึก นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยกระตุ้นของไมเกรน

4. หากคุณเป็นผู้หญิงและรับประทานยาคุมกำเนิด อาจลองหยุดรับประทานและเปลี่ยนไปใช้วิธีคุมกำเนิดอื่น เพราะบางครั้งเอสโตรเจนจากยาอาจเป็นตัวกระตุ้นไมเกรนได้


5. เลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแดดร้อนๆนานต่อเนื่อง ทั้งความร้อนและแสงที่สว่างมากๆ อาจกระตุ้นให้ไมเกรนกำเริบได้ การพกแว่นกันแดดติดตัวและใส่ในยามจำเป็นก็ช่วยได้


6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยลดความเครียด และลดความถี่ในการกำเริบของไมเกรนได้



ขอบคุณข้อมูลจาก pleasehealth.com


เครียดๆก็ผ่อนคลายดูบ้าง นะครับ ^_^



Gusstation
พูดคุยเรื่องอาหาร  https://www.facebook.com/GusHealthstation  
วิตามินและอาหารเสริม https://www.facebook.com/vt.station

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Milk Thistle (มิลค์ ทิสเทิล)หรือ Silymarin (ไซลิมาริน) สมุนไพรดูแลตับ


       เนื่องจากคุณพ่อเคยเป็นโรคเกี่ยวกับตับ ถึงขั้นดีซ่านมาแล้ว แต่ผมก็ไม่ทราบรายละเอียดแต่อย่างใดว่าเป็นอะไรยังไง แต่ที่ทราบแน่ๆคือพ่อทานเหล้าแทบทุกวัน ไม่รู้ตอนนี้ยังแอบทานหรือเปล่า คาดได้ว่าตับเสียหายไปมากแล้ว ไหนจะคลอเรสเตอรอล กับไตรกลีเซอไรด์สูง อีก เลยคิดว่าอยากหาอาหารเสริมให้ท่านทาน เปิดอ่านเจอสมุนไพรตัวนี้ในหนังสือของคุณหมอท่านนึง เลยค้นคว้าต่อ เจอบทความนี้และงานวิจัย เยอะแยะมากมาย ทั้งมีการนำมาใช้เป็นยาแล้ว มีความปลอดภัยสูง จึงตัดสินใจ สั่ง milk thistle มาให้ไว้ให้พ่อรับประทานได้สักพักแล้ว แต่พ่อยังไม่ทานตัวเก่าที่ซื้อไปให้เลย ว่าจะไปจัดการขอร้องแกมบังคับให้ทานช่วงปิดเทอมนี้หล่ะ คุณพ่อนะดื้อจริงๆ บอกแต่ว่าโรคตับรักษาไม่ได้หรอก ช่างเถอะ พ่อศึกษามาแล้ว >>> ลูกเรียนอยู่นะพ่อ วันก่อนอาจารย์ก็พูดถึง เฮ้อ คนแก่นี่ดื้อจริงๆเนอะ 
       ผมเองก็ว่าจะลองทานสักกระปุก เผื่อจะฟื้นฟูตับ จัดการสารพิษคั่งค้างซะหน่อย ก่อนหน้านี้เป็นสิวผดเต็มหน้า ทำไงก็ไม่หาย ทานย่านางแดง กระปุกเดียว ดีขึ้นมาก ส่วนตัวยอมรับว่าน้องแอล(แอลกอฮอ) มีบ้างบางโอกาศ ไม่เกินสองเดือนครั้ง แต่อาหารอย่างอื่น อยู่เมืองใหญ่ไม่แน่ใจสารพิษเลย ซื้อเค้ากินทั้งนั้น
       จะเขียนใหม่ก็ขี้เกียจ จะก๊อปภาษาอังกฤษมาก็อยากให้คนทั่วไปอ่านเข้าใจด้วย ขออนุญาติอ้างอิงบทความของอาจารย์เภสัชท่านนึงเคยเขียนไว้ แต่ตอนนี้ลิงค์ตายไปละ แต่ผมโชคดีที่เซฟไว้ เอามาให้ลองอ่านกัน ส่วนใครเก่งภาษาอังกฤษก็ลองดูตามลิงค์ที่ใส่ไว้นะคับ เผื่อจะมีประโยชน์บ้าง
       มีการชงเป็นชาดื่มกันในแถบพื้นเมือง ของเขตที่มีพืชนี้ และในอเมริกาและยุโรป มีการใช้เป็นอาหารเสริมกันอย่างแพร่หลาย
       ในไทยมีการใช้  silymarin เป็นยาแล้ว โดยมีชื่อการค้า samarin เป็นยาเม็ดขนา 70 มิลลิกรัม 
       อันนี้ มูลนิธิโรคตับครับ http://www.thailiverfoundation.org/


     Milk Thistle หรือ St Mary's Thistle มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Silybum marianum (L.) Gaertn. เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และถูกนำไปแพร่หลายในยุโรป อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ก้านและใบอ่อนนิยมใช้ทำสลัด ส่วนที่มีการนำมาใช้เพื่อป้องกันและรักษาโรคคือเมล็ด มีสารสำคัญคือ Silymarin ซึ่ง Silymarin ประกอบด้วยสาร Flavanolignans หลายชนิด เช่น Silybin Silychristin และ Silydianin เป็นต้น ในประเทศเยอรมัน ใช้เมล็ดในการรักษาอาการดีซ่าน อาการผิดปกติของตับและน้ำดี ตับอักเสบและโรคริดสีดวงทวาร จากหลักฐานทางคลินิกพบว่า สารสกัดจาก Milk Thistle ที่มีองค์ประกอบหลักเป็น Silymarin สามารถรักษาโรคตับอักเสบได้ โดยที่ Silymarin มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ในการป้องกันตับ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
 

1. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ        
       1.1 Silybin และ Silydianin สามารถยับยั้งการสร้าง Superoxide และ Hydrogen peroxide ในเม็ดเลือดขาว        
       1.2 Silybin ช่วยเสริมฤทธิ์ในการขจัดอนุมูลอิสระของเอ็นไซม์ Superoxide dismutase และ Glutathione peroxidase ในเม็ดเลือดแดง 
 
2. เพิ่มปริมาณ Glutathione ซึ่ง Glutathione เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อช่วยขจัดสารพิษ
 
3. ฤทธิ์ในการควบคุมการซึมผ่านของเซลล์เมมเบรนและเพิ่มความคงทนของเซลล์ต่อการบาดเจ็บจากภายนอก
 
4. ฤทธิ์ในการเพิ่มการสังเคราะห์ Ribosomal RNA และ โปรตีน ทำให้เกิดการสร้างเซลล์ใหม่
 
5. ฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ Silybin Silychristin และ Silydianin สามารถยับยั้งการสร้าง Prostaglandins (ศึกษาในหลอดทดลอง)
 
6. ฤทธิ์ในการปกป้องตับจากสารพิษ        พบว่าสารสกัดจาก Milk Thistle ที่มีสาร flavanolignans เป็นองค์ประกอบหลัก สามารถลดความเป็นพิษต่อเซลล์ของ Carbon tetrachloride และ Galactosamine (ศึกษาในหลอดทดลอง)
นอกจากนี้การทดลองในสัตว์ยังพบว่า Silymarin และ Silybin ยังสามารถปกป้องตับจากการได้รับสาร Ethanol, Paracetamol, Lanthanides, FV3 virus, โลหะหนัก และ Thioacetamide นอกจากนี้ Silymarin ยังสามารถใช้ในการป้องกันและรักษาในกรณีที่ได้รับเห็ดพิษบางชนิด เช่น Amanita phalloides โดยป้องกันไม่ให้สารพิษจากเห็ดจับกับเซลล์ตับ และป้องกันการแทรกซึมผ่านของสารพิษสู่เซลล์ตับ และยังพบว่า Silymarin สามารถป้องกันตับถูกทำลายจากเชื้อ Plasmodium berghei ได้
       การทดลองในคนสุขภาพดีเมื่อให้รับประทานผลิตภัณฑ์ Silymarin 3 ชนิดพบว่าประมาณ 20-50 % ของ Silymarin สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และประมาณ 80 % จะขับออกทางน้ำดี นอกจากนี้พบว่าสารกลุ่ม Flavanolignans จะสะสมอยู่ที่ตับและน้ำดี

             


ประเภทของผู้ป่วย      ประเภทของการทดลอง     จำนวนผู้ป่วย      ขนาดยาที่ใช้         ผลการรักษา

ตับอักเสบเฉียบพลัน       Uncontrolled Study                29               210 มก/วัน             - อาการดีขึ้น
หรือ ตับอักเสบเรื้อรัง                                                                        เป็นเวลา 3 เดือน    - ค่าทางห้องปฏิบัติ
หรือ ตับแข็ง                                                                                                                      การดีขึ้น
                                                                                                                                     - ผู้ป่วยที่มีอาการ
                                                                                                                                        ดีซ่านค่า Bilirubin
                                                                                                                                        กลับเข้าสู่ปกติ
                                                                                                                         (Brodanova et al., 1976)


ตับอักเสบเรื้อรัง              Double-Blind,                         12, 24           420 มก/วัน          - ค่าทางห้อง 
                                      Placebo Controlled                                      หรือ ยาหลอก        ปฏิบัติการไม่ต่าง
                                      Study(ทำการศึกษาในผู้ป่วย 2กลุ่ม)              เป็นเวลา 3             ระหว่างกลุ่มที่ใช้ 
                                                                                                         เดือน - 1 ปี             Silymarinและ
                                                                                                                                      กลุ่มที่ใช้ยาหลอก
                                                                                                                                     - แต่ลักษณะทาง
                                                                                                                                        กายวิภาค
                                                                                                                                        ของเซลล์ตับ
                                                                                                                                       ดีขึ้นในผู้ป่วยที่ทาน
                                                                                                                                      Silymarin บางราย
                                                                                                                          (Kiesewetter et al., 1977)


ตับอักเสบเฉียบพลัน        Double-Blind,                            57                 210 มก/วัน         - ค่า Bilirubin 
เนื่องจากไวรัส                 PlaceboControlled Study                               หรือ ยาหลอก        และ ค่า GOT
                                      (ทำการศึกษา 2 ศูนย์)                                      3 สัปดาห์              ในผู้ป่วยที่ทาน
                                                                                                                                         Silymarin ลดลง
                                                                                                                                         ได้ดีกว่าในผู้ป่วย 
                                                                                                                                        ที่ทานยาหลอก
                                                                                                                              (Magliulo et al., 1978)


ตับแข็ง                         Double-Blind,                              170               420 มก/วัน            อัตราการตายของ
                                    Randomized Study                                          เป็นเวลา 4 ปี          ผู้ป่วยที่ทาน 
                                                                                                                                         Silymarinติดต่อ
                                                                                                                                         กันเป็นเวลา 2 ปี
                                                                                                                                         ลดลงอย่าง
                                                                                                                                         มีนัยสำคัญ 
                                                                                                                             (Ferenci et al., 1989)



การทดสอบความเป็นพิษ       

พบว่า Silymarin มีความเป็นพิษต่ำ เมื่อให้ในขนาด 20 ก/กก ในหนู และ ในขนาด 1 ก/กก ในสุนัขพบว่าไม่ทำให้สัตว์ทดลองตาย และ ไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ และการศึกษาความเป็นพิษเรื้อรังพบว่าการให้ Silymarin ในขนาด 100 มก/กก ในสัตว์ทดลอง เป็นเวลา 16-22 สัปดาห์ ปรากฏว่าไม่พบอาการพิษ และ ไม่เป็นพิษต่อทารกในครรภ์ (teratogenic effect) Silymarin สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มนุษย์และทำให้ DNA ถูกทำลายได้เมื่อได้รับในขนาดที่สูงมาก

อาการไม่พึงประสงค์       

การศึกษาในผู้ป่วยมากกว่า 3,500 คน พบว่าเพียงแค่ 1 % พบอาการไม่พึงประสงค์ซึ่งส่วนใหญ่จะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร การรับประทานผลิตภัณฑ์ของ Milk Thistle พบว่ามีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ
สำหรับอาการไม่พึงประสงค์ชนิดอื่นมีดังนี้

กรณีศึกษาที่ 1         มีรายงานที่ผู้ป่วย 1 ราย ทานสารสกัด Milk Thistle แล้วเกิดอาการแพ้แบบ Anaphylactic Shock ผู้ป่วยรายนี้มีประวัติการแพ้ Kiwi fruit แบบ immediate type allergy มาก่อน

กรณีศึกษาที่ 2         มีรายงานที่ชายชราอายุ 54 ปีดื่มชา Milk Thistle แล้วเกิดอาการบวมที่หน้า บวมที่เยื่อบุช่องปาก กดการหายใจ หลอดลมบีบเกร็ง ความดันลดลง เมื่อทำ skin prick test พบว่าผู้ป่วยรายนี้เกิดอาการแพ้แบบ immediate type reaction ต่อสารสกัดจากเมล็ดของสารสกัดจากเมล็ดของ Milk Thistleในประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียน Silymarin ในรูปแบบยาแผนปัจจุบัน ซึ่งมีข้อบ่งใช้ดังนี้
ช่วยให้ตับมีสมรรถภาพที่ดีขึ้นในโรคของตับต่อไปนี้  
    
 1. ตับอักเสบชนิดเฉียบพลัน      
 2. โรคตับแข็ง โรคไขมันสะสมในเนื้อตับ โรคตับอักเสบชนิดเรื้อรัง      
 3. ตับเสื่อมเนื่องจากสารพิษ

ขนาดและวิธีใช้       โดยทั่วไปผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 140 มก วันละ 3 เวลา หลังอาหาร หรือ ตามแพทย์สั่งในรายที่มีอาการดีขึ้นแล้วหรือโรคไม่รุนแรงรับประทานครั้งละ 70 มก วันละ 3 เวลา หลังอาหาร หรือตามแพทย์สั่ง


เอกสารอ้างอิงMills S. and Bone K. 2000. Principles and practice of phytotherapy: modern herbal medicine. Churchill Livingstone, Edinburgh. pp. 553-562.

โดย : ภก.ดร. ฉัตรชัย วัฒนาภิรมย์สกุล
pcog.pharmacy.psu.ac.th/thi/Article/2547/08-47/milkthistle.html%20 





Gusstation
พูดคุยเรื่องอาหาร https://www.facebook.com/GusHealthstation  
วิตามินและอาหารเสริมhttps://www.facebook.com/vt.station


วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

ข้าวเหนียวสังขยา หม้อหุงข้าว แปลกดีมั๊ยล่ะ

        ร้อนๆหนาวๆ ฝนตกๆ นึกครึ้มใจอะไรไม่รู้ อยากกินข้าวเหนียวสังขยา รี้วัตถุดิบ ดูดีกว่า พอทำได้ป่าว ว่าแล้วก็พบว่าขาดน้ำกระทิ และ ใบเตย จะตีหนึ่งแล้ว คงไม่ไปหาแล้ว งั้น แบบนี้นะ ไปดูกัน 


ส่วนผสม
ไข่ไก่ 1 ฟอง 
นมถั่วเหลือง 1 กล่อง 
ข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง 
น้ำตาลปึก หรือน้ำตาลปี๊บ หรือ น้ำตาลมะพร้าว  30 กรัม  (สองช้อนโต๊ะ ได้มั้ง)
น้ำตาลทราย 
เกลือ นิดหน่อย 



จัดการเอาหม้อหุงข้าวมา ใส่ข้าวเหนี่ยว ล้างๆ แล้วเติมน้ำ โดยอัตราส่วน ข้าวเหนียว1 ถ้วยตวง น้ำ 1 ถ้วยตวง ตั้งรอไว้แป๊ป 



มาทำสังขยา ตอกไข่ใส่ลงไป แล้วก็ใส่นมถั่วเหลืองลงไป จากนั้นก็ ตีๆๆๆๆ ให้เข้ากัน 





ค่อยใส่น้ำตาลมะหร้าวลงไปละลายให้หมด เป็นอันใช้ได้ ใครอยากให้เนื้อเนียนก็เอาไปกรอง ส่วนตัวกัส เป็นเด็กขี้เกียจ 555 





พร้อมแล้วจัดการดังนี้ ตั้งหม้อหุงข้าว แล้วเอาถ้วยสังขยาใส่ไปตรงกลาง ถ้วยใส่สังขยาใช้ความกว้างน้อยแต่ความสูงเยอะๆนะครับปิดฝา กดปุ่ม สำคัญมากที่การกดปุ่ม ถ้ามลืม ไม่น่าจะได้กิน 555 


ระหว่างรอมาทำน้ำไว้มูลข้าวเหนียวดีกว่า เริ่มด้วย นมถั่วเหลือง น้ำตาลทราย เกลือเล็กน้อย คนให้ละลายเข้ากัน รอข้าวเหนียวสุก


เย้ๆๆ ดีดแล้ววว เปิดดูก็จะพบแบบนี้ น้ำลายมารอละ ยกถ้วยสังขยาออกก่อน 



ใส่นมถั่วเหลืองผสมน้ำตาลและเกลือที่เราเตรียมไว้ ลงไปคนให้เข้ากัน แบบนี้ปิดฝาทั้งไว้ 10-15 นาที 




เปิดฝามา ข้าวเหนียวมูลพร้อมแล้ววว  


ตักใส่จาก แปะด้วยสังขยา แล้วก็ ^^ ขั้นตอนนี้ไม่ต้องบอก 555 


         รสชาดก็ไม่ได้อร่อยหวานมันแบบใช้น้ำกระทินะครับ ออกกลิ่นถั่วเหลือง ใครไม่ชอบก็ใช้สูตรนี้ วิธีทำนี้ แต่เปลี่ยนกลับเป็นน้ำกระทิ   เถอะครับ ผมว่ารสชาดนี้คงมีแต่ผมคนเดียวที่ทานได้ 555
         เอาหล่ะครับ ขนมไทยๆไม่ได้ทำยากอย่างที่คิด อุปกรณ์ก็ไม่ได้มีอะไรหายากสำหรับเด็กหอ แค่หม้อหุงข้าว ที่คงจะมีกันทั้งนั้น อยากได้สูตรอะไรก็ขอมาได้นะครับ ไว้จะลองเสี่ยงทำให้ดู 
         ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามบล็อคของกระผม ราตรีสวัสครับ ^^


Gusstation
คุยกับพ่อครัว กดไลค์

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

มะหาดขาวจริงหรือ?? ย้ำชัดๆกันอีกรอบ


          กระแสของผลิตภัณฑ์ที่อวดอ้างว่ามีสารสกัด “มะหาด” เป็นส่วนผสมช่วยให้ผิวขาว มาแรงมากในขณะนี้ เว็บไซต์หลายแห่งโฆ    ณาขายสินค้ากันอย่างโจ่งครึ่ม  ทั้งครีม โลชั่น เซรั่ม หัวเชื้อมะหาด บางแห่งได้นำข่าวที่นักวิจัย 2 ท่านจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อหลายปีก่อนมาแปะบนหน้าเว็บไซต์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ หนึ่งในนั้นมีชื่อ รองศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.ภาคภูมิ เต็งอำนวย  ภาควิชาวิทยาการเภสัชกรรมและเภสัชอุตสาหกรรมคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ด้วย มาฟังคำชี้แจงจากปากของท่านในเรื่องนี้กันเลยดีกว่า

          รองศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.ภาคภูมิ  กล่าวว่า  ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน มีแดดตลอดทั้งปี ธรรมชาติของคนไทยส่วนใหญ่จึงมีสีผิวที่สอดคล้องกับภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมคือสีผิวจะออกน้ำตาลอ่อนจนถึงเข้ม  อย่างไรก็ดี กระแสความนิยมสีผิวที่ขาวในหมู่คนไทยมีมานานกว่าสิบปีแล้ว มีผลิตภัณฑ์ช่วยให้สีผิวอ่อนจางลงออกสู่ท้องตลาดมากมาย ยังไม่นับรวมผลิตภัณฑ์ประเภทป้องกันแสงแดด หรือ ซันสครีนที่มีมาก่อนหน้า ยิ่งปัจจุบันกระแสความชื่นชอบดาราโดยเฉพาะจากประเทศเกาหลี ซึ่งมีภาพลักษณ์คือมีผิวพรรณที่ขาวสะอาดผ่องใส ก็ยิ่งทำให้คนไทยนิยมและปรารถนาจะมีผิวพรรณขาวผุดผ่องเช่นนั้นบ้าง  ทำให้มีการนำสารใหม่ ๆ มาใช้กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี กลูตาไธโอน หรือแม้กระทั่งการนำสมุนไพรไทยมาใช้เป็นเครื่องสำอาง

          กรณีกลูตาไธโอน ก็เคยเป็นข่าวครึกโครมมาแล้วซึ่งอันตรายเกิดจากการใช้สารนี้ฉีดเข้าสู่ร่างกายเพื่อเร่งสีผิวให้อ่อนจางลงโดยไม่มีผลการวิจัยทางการแพทย์ยืนยันถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย ทำให้เกิดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงอื่น ๆ เช่น ภูมิต้านทานแสงแดดของผิวหนังและนัยน์ตาลดลงเป็นต้น หรือการฉีดวิตามินซี ซึ่งมักมีการฉีดร่วมกับกลูตาไธโอนโดยมีการอ้างว่าจะเสริมฤทธิ์ให้ผิวขาวได้ดีขึ้น กระแสการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  แพทยสภา และสถาบันโรคผิวหนัง ต้องออกมาประกาศเตือนและกำหนดมาตรการควบคุม ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวและระมัดระวังมากขึ้น

          ในฐานะผู้วิจัยเรื่องประโยชน์ทางเครื่องสำอางของแก่นมะหาด คิดว่ากรณีข้างต้นอาจมีส่วนทำให้ผู้ที่อยากมีผิวขาวใส หันมาสนใจผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทางเลือกอื่น ๆ ทดแทนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความนิยมใช้สมุนไพรไทยเป็นเครื่องสำอาง ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยประหยัดเงินตราให้ประเทศ สารสมุนไพรไทยเหล่านี้เป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายและมีราคาถูกกว่าสารนำสั่งจากต่างประเทศมาก วิธีใช้ก็เป็นการทาผิว ไม่ใช่เป็นการฉีดโดยตรง ความเสี่ยงจึงน้อยกว่า

          กรณีของแก่นมะหาดที่กำลังเกิดกระแสการซื้อขายโลชั่นผสมสารสกัด หรือหัวเชื้อแก่นมะหาดกันอย่างดาษดื่นโดยเฉพาะโฆษณาขายทางอินเทอร์เน็ตนั้น ผมเองก็เพิ่งทราบเรื่องไม่นาน เพราะงานวิจัยเรื่องมะหาดเป็นผลงานเดิมที่เคยรายงานไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว และได้หยุดการวิจัยเรื่องนี้ไปเพราะมีภาระหน้าที่อื่น ๆ แต่ระยะหลัง ๆ นี้คนสอบถามกันมามากขึ้น รวมถึงมีคนมาเล่าให้ฟัง จึงได้ไปสำรวจจากทางอินเทอร์เน็ต จึงค่อนข้างตกใจเพราะมีขายกันเต็มไปหมดและดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ


          จึงขอชี้แจงเรื่องผลการวิจัยมะหาดเพื่อความกระจ่างแก่คนทั่วไป  โดยเริ่มแรก ศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.กิตติศักดิ์ ลิขิตวิทยาวุฒิ จากภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ เป็นคนแรกที่ได้ทดสอบฤทธิ์ในหลอดทดลองของสารสกัดจากแก่นมะหาดและสารสำคัญที่มีอยู่ คือ ออกซีเรสเวอราทรอล (oxyresveratrol) ซึ่งพบว่าทั้งสารสกัดหยาบที่เรียกว่า “ปวกหาด” และตัวออกซีเรสเวอราทรอล ต่างก็มีฤทธิ์ที่่ดีมากในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรสิเนส ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการสร้างเม็ดสีเมลานิน ตัวการสร้างสีผิวในมนุษย์และสัตว์ให้มีความเข้มมากน้อยต่างกัน ผมและอาจารย์กิตติศักดิ์จึงได้วิจัยต่อตามลำดับขั้น โดยเริ่มยืนยันผลในสัตว์ทดลองคือหนูตะเภาก่อน               
          ซึ่งพบว่าทำให้สีผิวอ่อนจางลงได้ภายหลังการถูกกระตุ้นด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV-B) จึงได้เริ่มขยายผลการทดลอง โดยเริ่มในอาสาสมัครจำนวนไม่กี่คนและขยายมาเป็น 60 คน พบว่าประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ ปวกหาดและออกซีเรสเวอราทรอลไม่แตกต่างกัน สาเหตุเพราะในปวกหาดที่ใช้มีความเข้มข้นของ ออกซีเรสเวอราทรอลอยู่มากกว่า 90% โดยเมื่อนำมาเตรียมอยู่ในรูปโลชั่นก็ได้ผลไม่ต่างจากเตรียมในรูปสารละลาย

จากการวิจัยพบว่า การใช้มะหาดเป็นสารช่วยให้สีผิวอ่อนจางลงมีข้อจำกัดอยู่บางประการ เช่น

1. ความคงตัว สารสกัดจากแก่นมะหาดที่ใช้เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ จะมีสีเหลืองอ่อน ๆ ซึ่งเมื่อเก็บไว้ไม่เกิน 3 เดือน สีก็จะเข้มขึ้นจนท้ายสุดจะเป็นสีน้ำตาล การใช้สารถนอมหรือพวกแอนตี้ออกซิแดนท์ (antioxidant)  เติมลงในสูตรตำรับ จะช่วยชะลอการเปลี่ยนของสีให้ช้าลง แต่ก็ไม่เกิน 6 เดือน นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ปริมาณออกซีเรสเวอราทรอลและฤทธิ์ในการต้านเอนไซม์ไทโรสิเนส พบว่าก็จะลดลงตามระยะเวลาด้วย การเก็บในตู้เย็นจะช่วยชะลอการเปลี่ยนสีให้ช้าลง แต่ก็จะยุ่งยากมากขึ้น

2. คุณภาพของสารสกัดปวกหาดมีความหลากหลาย ขึ้นกับแหล่งที่มา อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องของคุณภาพและประสิทธิภาพได้ ในการวิจัยใช้สารสกัดซึ่งทราบปริมาณออกซีเรสเวอราทรอลที่แน่นอน และใช้ลอตเดียวตลอด ทำให้แปรผลได้ แต่การผลิตเชิงพาณิชย์ต้องมีการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ โดยเฉพาะเปอร์เซ็นต์ของออกซีเรสเวอราทรอลต้องมากกว่า 80% ขึ้นไป ถึงจะมั่นใจได้ว่ามีฤทธิ์ต้านไทโรสิเนส

3. มะหาดเป็นไม้ยืนต้นซึ่งใช้เวลาหลายปีจึงจะโต และต้องโค่นต้นเพื่อเอาแก่นมาใช้  การจะผลิตสารจากแก่นมะหาดอย่างยั่งยืนต้องมีการวางแผนการเพาะปลูกที่ดี ไม่ใช่ตัดมาจากธรรมชาติอย่างเดียว

4. เช่นเดียวกับสารจากธรรมชาติตัวอื่น ๆ ผลจากการใช้แก่นมะหาดจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไปและเปลี่ยนแปลงไม่มาก อย่างดีที่สุดคือช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาใกล้เคียงกับสภาพดั้งเดิมตามกรรมพันธุ์ของตน การประเมินผลในงานวิจัยใช้เครื่องมือวัดความเข้มสีผิวที่มีความไวสูง ทำให้ตรวจพบความเปลี่ยนแปลงของสีผิวได้อย่างละเอียดเป็นตัวเลข ทำให้พบความแตกต่าง
ทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ แต่การประเมินผลด้วยสายตาอาจเห็นผลไม่เด่นชัด ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อการใช้ผลิตภัณฑ์  ระดับความพึงพอใจ ความรู้สึก และความช่างสังเกตของแต่ละบุคคล

เรื่องของสีผิวเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม เรื่องของกรรมพันธุ์นั้น เป็นเรื่องที่ทำอะไรกับมันไม่ได้ ต้องพอใจกับสีผิวของตน การมีสีผิวเข้มถือเป็นเกราะป้องกันจากธรรมชาติที่ให้มา ช่วยให้เรามีภูมิคุ้มกันต่อแสงแดด กระแสเรื่องผิวขาวเป็นเพียงค่านิยมเท่านั้น ซึ่งในวัฒนธรรมที่ต่างกันออกไปก็อาจมีความนิยมที่ตรงข้ามกันก็ได้ เช่น ในประเทศแถบตะวันตกถึงขนาดลงทุนอาบแดดเสี่ยงกับมะเร็งผิวหนังเพื่อให้มีสีผิวเข้มขึ้น ส่วนเรื่องของสิ่งแวดล้อมซึ่งรวมถึงพฤติกรรมของเรานั้น เป็นสิ่งที่เราควบคุมดูแลได้ เช่น การหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดด การใช้ผลิต   ภัณฑ์กันแดดที่เหมาะสม การดูแลสุขภาพในองค์รวมรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนและออกกำลังกายให้เพียงพอทำอารมณ์ให้ผ่องใสไม่เครียด ทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บ้าง อย่าง    น้อยเพื่อให้อุ่นใจ ถ้าไม่ลำบากเรื่อง เงินทอง หรือจะปฏิบัติธรรมเพื่อลดความอยากได้อยากมีต่าง ๆ ทำให้จิตใจสงบเพียงเท่านี้ร่างกายเราก็จะมีภูมิคุ้มกันที่ดี ผิวพรรณที่สดชื่นเปล่งปลั่งก็จะมาเองโดยธรรมชาติ

สำหรับผู้ที่อยากฟื้นฟูสภาพผิวของตนให้กลับมาดีขึ้นอย่างน้อยให้ใกล้เคียงกับส่วนที่ไม่ถูกแดด และอยากจะลองใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยให้สีผิวอ่อนจางลง จะต้องตระหนักถึงความจริงต่อไปนี้ 
1. ไม่มีสารใดที่ทำให้ผิวขาวถาวร พอหยุดใช้ ผิวหนังก็จะกลับคืนสู่สภาพสีผิวเดิม สารที่สามารถทำให้ผิวขาวอย่างถาวรได้ แสดงว่าสารนั้นออกฤทธิ์โดยทำอันตรายต่อผิวหนังอย่างรุนแรง เช่น ฆ่าเซลล์สร้างสีผิว ซึ่งจะก่อให้เกิดผลร้ายตามมาอย่างมากมาย ตัวอย่างเช่น สารกลุ่มไฮโดรควิโนน จะทำให้เกิดฝ้าหรือรอยด่างขาวถาวร และก่อให้เกิดอาการแพ้แสงได้ง่าย เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้ทาง อย. ของเราก็ห้ามใช้ในเครื่องสำอางอยู่แล้ว

2. ผิวที่ขาวขึ้น จะไม่ได้ขาวขึ้นอย่างรวดเร็ว และขาวจัดอย่างที่ต้องการ ดังนั้นการใช้จะต้องทาติดต่อกันนานหลายสัปดาห์ โดยจะค่อย ๆ ขาวขึ้นทีละน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความไวของการตอบสนองต่อสารทำให้ผิวขาวในผู้ใช้แต่ละคนด้วย

3. การใช้ผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาว ต้องร่วมกับการป้องกันตนเองให้พ้นจากแสงแดดด้วย รังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวีในแสงแดด เป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีเมลานินให้มากขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดให้มากที่สุดโดยเฉพาะในช่วง 9 โมงเช้าถึงบ่าย 4 โมง ซึ่งมีความเข้มของรังสียูวีบี ที่เป็นอันตรายต่อผิวหนังอยู่สูง ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด เช่น เสื้อแขนยาว สวมหมวก หรือกางร่ม รวมถึงป้องกันผิวด้วยการทาโลชั่นกันแสงแดด ซึ่งในผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาวส่วนใหญ่จะใส่สารช่วยกรองรังสียูวีเอาไว้ด้วย เป็นการป้องกันร่วมกับการใช้สารช่วยลดการสร้างสีผิว

4. อย่าหลงเชื่อเป็นเหยื่อของโฆษณาเพียงเพราะความอยากขาว ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มั่นใจได้ว่าได้แจ้งกับทาง อย. เพราะอย่างน้อยถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาก็สามารถแจ้งกับทาง อย.ได้ถึงที่มาที่ไป ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรมักมีปัญหาเรื่องความคงตัวเนื่องจากคุณภาพของวัตถุดิบ รวมถึงอาจเกิดการแพ้จากสารอื่น ๆ ที่ผู้ผลิตเติมลงไปในผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจมีทั้งสารที่แจ้งและไม่ได้แจ้งไว้ในฉลาก

จะเห็นได้ว่า การปกป้องผิวให้พ้นจากแสงแดด จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะเป็นธรรมชาติ ปลอดภัยและประหยัดที่สุด ในการรักษาสภาพผิวไม่ให้เข้มขึ้นซึ่งยังช่วยป้องกันไม่ให้ใบหน้าเกิดฝ้า หรืออักเสบจากการถูกแดดเผาอีกด้วย.
นวพรรษ บุญชาญ


คัดลอกจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ชี้แจงกระแสใช้ 'มะหาด' เป็นสารช่วยให้ 'ผิวขาว' - คอลัม X-RAY สุขภาพ
วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม 2555 เวลา 07:00 น.
http://www.dailynews.co.th/article/1490/133547

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว สำหรับสุภาพบุรุษ??


ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว สำหรับสุภาพบุรุษ??





          ครึ้มอกครึ้มใจอย่างไรไม่ทราบ ถึงได้มานั่งเขียนบล็อกตอนตีสอง เอาเป็นว่าคง

คอนเซปเดิม อยากเขียนก็เขียน อยากทำก็ทำ อยากอ่านก็ลองดูนะครับ ^^


          ตอนนี้หลายๆคนมองไปทางไหนอาจจะเห็น ผลิตภัณฑ์แบ่งแยกกลุ่มออกไปมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชาย ฟอรเม็น ฟอร์แมน For MEN For MAN อะไรก็ว่ากันไป แรงบัลดาลใจในการเขียนเรื่องนี้ก็เพราะนี่แหละครับ ไปร้านสะดวกซื้อบัวเขียวเร่งด่วน ข้างมหาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นชั้นวางสินค้ากลุ่มดูแลผิวพรรณเฉพาะของผู้ชายแยกออกมา เลยพูดกับเพื่อนว่า โห เดี๋ยวนี้ถึงกับต้องแยกกันอย่างนี้แล้วนะ !! หลายคนคงตั้งคำถามกับตัวเองแล้วซิ ว่าต้องเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชายหรือเปล่า ก็ผมเป็นผู้ชาย 


          ตรงนี้เองที่ถูกจับขึ้นมาเป็นการทำการตลาด ซึ่งก็ได้ผลดีมากอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งหนุ่มๆเอง ก็หันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น ว่ากันว่าเดิมทีสาวๆทุ่มทุนอลังการเพื่อหน้าใสเป๊ะกันไม่ยั้ง เท่าไหร่ไม่ว่าขอแค่ข้าสวย แต่ตอนนี้หนุ่มๆเค้าเอาบ้าง เพราะเห็นสาวๆตามกรี๊ดหนุ่มเกาหลีหน้าใสกันมากมาย จะยืนหน้าหมองเป็นพ่อค้าเกาเหลาปากซอยก็กระไรอยู่ เอาหล่ะ คราวนี้เรามาเข้าเรื่องเลยแล้วกัน


          จุดหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาโฆษณาคงเป็นเรื่องของ รูปลักษณ์ ความเป็นผู้ชาย  ซึ่งหลายคนก็บอกว่า ซื้อ เพราะมันระบุว่าเป็นของผู้ชายโดยตรง ใช้ของผู้หญิง เดี๋ยวเค้าจะหาว่าไม่ใช่ผู้ชาย หรือว่า อายคนอื่นมอง อืม อันนี้เป็นอะไรที่พูดยากนะ ในเรื่องของความรู้สึก เรามาดูความจริงกันดีกว่า ว่าเครื่องสำอางทั่วไป กับเครื่องสำอาง หรือครีมบำรุง ต่างๆของผู้ชาย ต่างกันตรงไหน


         อย่างแรกที่ชัดเจนคงเป็นกลิ่น กลิ่น มักเป็นกลิ่นน้ำหอมในแนวผู้ชาย ซึ่งก็ให้ความรู้สึกดี แต่บางผลิตภัณฑ์ ใส่มากเกินไป อันนี้ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผิวหน้า ต้องระวัง สำหรับหนุ่มผิวบอบบางแพ้ง่าย หรือเป็นสิว เพราะยิ่งน้ำหอมเยอะ โอกาสระคายเคือง หรือแพ้ก็มากตามไปด้วย

         อันดับที่สอง คงเป็นในเรื่องของความรู้สึกเมื่อใช้ เช่นมีการผสมพวก เมนทอล มินต์ ที่ทำให้รู้สึกหอมเย็นสดชื่น รู้สึกสะอาด รู้สึกว่ามันฆ่าเชื้อ ซึ่งมันก่อให้เกิดการระคายเคืองอ่อนๆ หนุ่มผิวบอบบาง ควรหลีกเลี่ยง
ส่วนผสมอื่นๆ โดยทั่วไปมักไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก แอคทีฟ หรือสารออกฤทธิ์ โดยส่วนใหญ่ก็เป็นตัวเดียวกัน

          บางยี่ห้อบอกว่า ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับผู้ชาย เหมาะสำหรับผิวหนาๆ ของผู้ชายมากกว่า สามารถซึมลึกได้มากกว่า อย่างที่บอกครับ ส่วนผสมแทบไม่มีอะไรแตกต่าง ดังนั้นจะของผู้ชาย ของผู้หญิง แทบไม่มีอะไรต่าง


          สรุปแล้วก็คือ ผลิตภัณฑ์ใดก็ได้ครับจะผู้หญิงผู้ชาย เพียงแต่เลือกให้เหมาะสมกับสภาพผิว เช่น ผิวแห้ง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อครีม ให้ความชุ่มชื้นสูง แต่ถ้าผิวมัน เป็นสิวง่าย อันนี้ก็ต้องเลี่ยงพวกครีม หนืด ๆ หรือพวกที่มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบมากๆ เพราะ มันจะทำให้หน้าเยิ้ม และพาลจะอุดตันเป็นสิวอีก ควรใช้พวกซีรัม หรือ ปราศจากน้ำมัน (Oil free ) เป็นหลัก ส่วนยี่ห้อ หรือตัวไหนอะไรยังไง ต้องลองเองครับ ลางเนื้อชอบลางยา ไม่ต้องกลัวใครว่า ถ้าเราจะลุกขึ้นมาดูแลตัวเองบ้าง ขอให้หล่อใสสมใจครับผม ^^


Gusstation