วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

มะหาดขาวจริงหรือ?? ย้ำชัดๆกันอีกรอบ


          กระแสของผลิตภัณฑ์ที่อวดอ้างว่ามีสารสกัด “มะหาด” เป็นส่วนผสมช่วยให้ผิวขาว มาแรงมากในขณะนี้ เว็บไซต์หลายแห่งโฆ    ณาขายสินค้ากันอย่างโจ่งครึ่ม  ทั้งครีม โลชั่น เซรั่ม หัวเชื้อมะหาด บางแห่งได้นำข่าวที่นักวิจัย 2 ท่านจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อหลายปีก่อนมาแปะบนหน้าเว็บไซต์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ หนึ่งในนั้นมีชื่อ รองศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.ภาคภูมิ เต็งอำนวย  ภาควิชาวิทยาการเภสัชกรรมและเภสัชอุตสาหกรรมคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ด้วย มาฟังคำชี้แจงจากปากของท่านในเรื่องนี้กันเลยดีกว่า

          รองศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.ภาคภูมิ  กล่าวว่า  ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน มีแดดตลอดทั้งปี ธรรมชาติของคนไทยส่วนใหญ่จึงมีสีผิวที่สอดคล้องกับภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมคือสีผิวจะออกน้ำตาลอ่อนจนถึงเข้ม  อย่างไรก็ดี กระแสความนิยมสีผิวที่ขาวในหมู่คนไทยมีมานานกว่าสิบปีแล้ว มีผลิตภัณฑ์ช่วยให้สีผิวอ่อนจางลงออกสู่ท้องตลาดมากมาย ยังไม่นับรวมผลิตภัณฑ์ประเภทป้องกันแสงแดด หรือ ซันสครีนที่มีมาก่อนหน้า ยิ่งปัจจุบันกระแสความชื่นชอบดาราโดยเฉพาะจากประเทศเกาหลี ซึ่งมีภาพลักษณ์คือมีผิวพรรณที่ขาวสะอาดผ่องใส ก็ยิ่งทำให้คนไทยนิยมและปรารถนาจะมีผิวพรรณขาวผุดผ่องเช่นนั้นบ้าง  ทำให้มีการนำสารใหม่ ๆ มาใช้กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี กลูตาไธโอน หรือแม้กระทั่งการนำสมุนไพรไทยมาใช้เป็นเครื่องสำอาง

          กรณีกลูตาไธโอน ก็เคยเป็นข่าวครึกโครมมาแล้วซึ่งอันตรายเกิดจากการใช้สารนี้ฉีดเข้าสู่ร่างกายเพื่อเร่งสีผิวให้อ่อนจางลงโดยไม่มีผลการวิจัยทางการแพทย์ยืนยันถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย ทำให้เกิดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงอื่น ๆ เช่น ภูมิต้านทานแสงแดดของผิวหนังและนัยน์ตาลดลงเป็นต้น หรือการฉีดวิตามินซี ซึ่งมักมีการฉีดร่วมกับกลูตาไธโอนโดยมีการอ้างว่าจะเสริมฤทธิ์ให้ผิวขาวได้ดีขึ้น กระแสการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  แพทยสภา และสถาบันโรคผิวหนัง ต้องออกมาประกาศเตือนและกำหนดมาตรการควบคุม ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวและระมัดระวังมากขึ้น

          ในฐานะผู้วิจัยเรื่องประโยชน์ทางเครื่องสำอางของแก่นมะหาด คิดว่ากรณีข้างต้นอาจมีส่วนทำให้ผู้ที่อยากมีผิวขาวใส หันมาสนใจผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทางเลือกอื่น ๆ ทดแทนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความนิยมใช้สมุนไพรไทยเป็นเครื่องสำอาง ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยประหยัดเงินตราให้ประเทศ สารสมุนไพรไทยเหล่านี้เป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายและมีราคาถูกกว่าสารนำสั่งจากต่างประเทศมาก วิธีใช้ก็เป็นการทาผิว ไม่ใช่เป็นการฉีดโดยตรง ความเสี่ยงจึงน้อยกว่า

          กรณีของแก่นมะหาดที่กำลังเกิดกระแสการซื้อขายโลชั่นผสมสารสกัด หรือหัวเชื้อแก่นมะหาดกันอย่างดาษดื่นโดยเฉพาะโฆษณาขายทางอินเทอร์เน็ตนั้น ผมเองก็เพิ่งทราบเรื่องไม่นาน เพราะงานวิจัยเรื่องมะหาดเป็นผลงานเดิมที่เคยรายงานไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว และได้หยุดการวิจัยเรื่องนี้ไปเพราะมีภาระหน้าที่อื่น ๆ แต่ระยะหลัง ๆ นี้คนสอบถามกันมามากขึ้น รวมถึงมีคนมาเล่าให้ฟัง จึงได้ไปสำรวจจากทางอินเทอร์เน็ต จึงค่อนข้างตกใจเพราะมีขายกันเต็มไปหมดและดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ


          จึงขอชี้แจงเรื่องผลการวิจัยมะหาดเพื่อความกระจ่างแก่คนทั่วไป  โดยเริ่มแรก ศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.กิตติศักดิ์ ลิขิตวิทยาวุฒิ จากภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ เป็นคนแรกที่ได้ทดสอบฤทธิ์ในหลอดทดลองของสารสกัดจากแก่นมะหาดและสารสำคัญที่มีอยู่ คือ ออกซีเรสเวอราทรอล (oxyresveratrol) ซึ่งพบว่าทั้งสารสกัดหยาบที่เรียกว่า “ปวกหาด” และตัวออกซีเรสเวอราทรอล ต่างก็มีฤทธิ์ที่่ดีมากในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรสิเนส ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการสร้างเม็ดสีเมลานิน ตัวการสร้างสีผิวในมนุษย์และสัตว์ให้มีความเข้มมากน้อยต่างกัน ผมและอาจารย์กิตติศักดิ์จึงได้วิจัยต่อตามลำดับขั้น โดยเริ่มยืนยันผลในสัตว์ทดลองคือหนูตะเภาก่อน               
          ซึ่งพบว่าทำให้สีผิวอ่อนจางลงได้ภายหลังการถูกกระตุ้นด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV-B) จึงได้เริ่มขยายผลการทดลอง โดยเริ่มในอาสาสมัครจำนวนไม่กี่คนและขยายมาเป็น 60 คน พบว่าประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ ปวกหาดและออกซีเรสเวอราทรอลไม่แตกต่างกัน สาเหตุเพราะในปวกหาดที่ใช้มีความเข้มข้นของ ออกซีเรสเวอราทรอลอยู่มากกว่า 90% โดยเมื่อนำมาเตรียมอยู่ในรูปโลชั่นก็ได้ผลไม่ต่างจากเตรียมในรูปสารละลาย

จากการวิจัยพบว่า การใช้มะหาดเป็นสารช่วยให้สีผิวอ่อนจางลงมีข้อจำกัดอยู่บางประการ เช่น

1. ความคงตัว สารสกัดจากแก่นมะหาดที่ใช้เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ จะมีสีเหลืองอ่อน ๆ ซึ่งเมื่อเก็บไว้ไม่เกิน 3 เดือน สีก็จะเข้มขึ้นจนท้ายสุดจะเป็นสีน้ำตาล การใช้สารถนอมหรือพวกแอนตี้ออกซิแดนท์ (antioxidant)  เติมลงในสูตรตำรับ จะช่วยชะลอการเปลี่ยนของสีให้ช้าลง แต่ก็ไม่เกิน 6 เดือน นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ปริมาณออกซีเรสเวอราทรอลและฤทธิ์ในการต้านเอนไซม์ไทโรสิเนส พบว่าก็จะลดลงตามระยะเวลาด้วย การเก็บในตู้เย็นจะช่วยชะลอการเปลี่ยนสีให้ช้าลง แต่ก็จะยุ่งยากมากขึ้น

2. คุณภาพของสารสกัดปวกหาดมีความหลากหลาย ขึ้นกับแหล่งที่มา อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องของคุณภาพและประสิทธิภาพได้ ในการวิจัยใช้สารสกัดซึ่งทราบปริมาณออกซีเรสเวอราทรอลที่แน่นอน และใช้ลอตเดียวตลอด ทำให้แปรผลได้ แต่การผลิตเชิงพาณิชย์ต้องมีการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ โดยเฉพาะเปอร์เซ็นต์ของออกซีเรสเวอราทรอลต้องมากกว่า 80% ขึ้นไป ถึงจะมั่นใจได้ว่ามีฤทธิ์ต้านไทโรสิเนส

3. มะหาดเป็นไม้ยืนต้นซึ่งใช้เวลาหลายปีจึงจะโต และต้องโค่นต้นเพื่อเอาแก่นมาใช้  การจะผลิตสารจากแก่นมะหาดอย่างยั่งยืนต้องมีการวางแผนการเพาะปลูกที่ดี ไม่ใช่ตัดมาจากธรรมชาติอย่างเดียว

4. เช่นเดียวกับสารจากธรรมชาติตัวอื่น ๆ ผลจากการใช้แก่นมะหาดจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไปและเปลี่ยนแปลงไม่มาก อย่างดีที่สุดคือช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาใกล้เคียงกับสภาพดั้งเดิมตามกรรมพันธุ์ของตน การประเมินผลในงานวิจัยใช้เครื่องมือวัดความเข้มสีผิวที่มีความไวสูง ทำให้ตรวจพบความเปลี่ยนแปลงของสีผิวได้อย่างละเอียดเป็นตัวเลข ทำให้พบความแตกต่าง
ทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ แต่การประเมินผลด้วยสายตาอาจเห็นผลไม่เด่นชัด ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อการใช้ผลิตภัณฑ์  ระดับความพึงพอใจ ความรู้สึก และความช่างสังเกตของแต่ละบุคคล

เรื่องของสีผิวเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม เรื่องของกรรมพันธุ์นั้น เป็นเรื่องที่ทำอะไรกับมันไม่ได้ ต้องพอใจกับสีผิวของตน การมีสีผิวเข้มถือเป็นเกราะป้องกันจากธรรมชาติที่ให้มา ช่วยให้เรามีภูมิคุ้มกันต่อแสงแดด กระแสเรื่องผิวขาวเป็นเพียงค่านิยมเท่านั้น ซึ่งในวัฒนธรรมที่ต่างกันออกไปก็อาจมีความนิยมที่ตรงข้ามกันก็ได้ เช่น ในประเทศแถบตะวันตกถึงขนาดลงทุนอาบแดดเสี่ยงกับมะเร็งผิวหนังเพื่อให้มีสีผิวเข้มขึ้น ส่วนเรื่องของสิ่งแวดล้อมซึ่งรวมถึงพฤติกรรมของเรานั้น เป็นสิ่งที่เราควบคุมดูแลได้ เช่น การหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดด การใช้ผลิต   ภัณฑ์กันแดดที่เหมาะสม การดูแลสุขภาพในองค์รวมรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนและออกกำลังกายให้เพียงพอทำอารมณ์ให้ผ่องใสไม่เครียด ทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บ้าง อย่าง    น้อยเพื่อให้อุ่นใจ ถ้าไม่ลำบากเรื่อง เงินทอง หรือจะปฏิบัติธรรมเพื่อลดความอยากได้อยากมีต่าง ๆ ทำให้จิตใจสงบเพียงเท่านี้ร่างกายเราก็จะมีภูมิคุ้มกันที่ดี ผิวพรรณที่สดชื่นเปล่งปลั่งก็จะมาเองโดยธรรมชาติ

สำหรับผู้ที่อยากฟื้นฟูสภาพผิวของตนให้กลับมาดีขึ้นอย่างน้อยให้ใกล้เคียงกับส่วนที่ไม่ถูกแดด และอยากจะลองใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยให้สีผิวอ่อนจางลง จะต้องตระหนักถึงความจริงต่อไปนี้ 
1. ไม่มีสารใดที่ทำให้ผิวขาวถาวร พอหยุดใช้ ผิวหนังก็จะกลับคืนสู่สภาพสีผิวเดิม สารที่สามารถทำให้ผิวขาวอย่างถาวรได้ แสดงว่าสารนั้นออกฤทธิ์โดยทำอันตรายต่อผิวหนังอย่างรุนแรง เช่น ฆ่าเซลล์สร้างสีผิว ซึ่งจะก่อให้เกิดผลร้ายตามมาอย่างมากมาย ตัวอย่างเช่น สารกลุ่มไฮโดรควิโนน จะทำให้เกิดฝ้าหรือรอยด่างขาวถาวร และก่อให้เกิดอาการแพ้แสงได้ง่าย เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้ทาง อย. ของเราก็ห้ามใช้ในเครื่องสำอางอยู่แล้ว

2. ผิวที่ขาวขึ้น จะไม่ได้ขาวขึ้นอย่างรวดเร็ว และขาวจัดอย่างที่ต้องการ ดังนั้นการใช้จะต้องทาติดต่อกันนานหลายสัปดาห์ โดยจะค่อย ๆ ขาวขึ้นทีละน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความไวของการตอบสนองต่อสารทำให้ผิวขาวในผู้ใช้แต่ละคนด้วย

3. การใช้ผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาว ต้องร่วมกับการป้องกันตนเองให้พ้นจากแสงแดดด้วย รังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวีในแสงแดด เป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีเมลานินให้มากขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดให้มากที่สุดโดยเฉพาะในช่วง 9 โมงเช้าถึงบ่าย 4 โมง ซึ่งมีความเข้มของรังสียูวีบี ที่เป็นอันตรายต่อผิวหนังอยู่สูง ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด เช่น เสื้อแขนยาว สวมหมวก หรือกางร่ม รวมถึงป้องกันผิวด้วยการทาโลชั่นกันแสงแดด ซึ่งในผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาวส่วนใหญ่จะใส่สารช่วยกรองรังสียูวีเอาไว้ด้วย เป็นการป้องกันร่วมกับการใช้สารช่วยลดการสร้างสีผิว

4. อย่าหลงเชื่อเป็นเหยื่อของโฆษณาเพียงเพราะความอยากขาว ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มั่นใจได้ว่าได้แจ้งกับทาง อย. เพราะอย่างน้อยถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาก็สามารถแจ้งกับทาง อย.ได้ถึงที่มาที่ไป ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรมักมีปัญหาเรื่องความคงตัวเนื่องจากคุณภาพของวัตถุดิบ รวมถึงอาจเกิดการแพ้จากสารอื่น ๆ ที่ผู้ผลิตเติมลงไปในผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจมีทั้งสารที่แจ้งและไม่ได้แจ้งไว้ในฉลาก

จะเห็นได้ว่า การปกป้องผิวให้พ้นจากแสงแดด จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะเป็นธรรมชาติ ปลอดภัยและประหยัดที่สุด ในการรักษาสภาพผิวไม่ให้เข้มขึ้นซึ่งยังช่วยป้องกันไม่ให้ใบหน้าเกิดฝ้า หรืออักเสบจากการถูกแดดเผาอีกด้วย.
นวพรรษ บุญชาญ


คัดลอกจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ชี้แจงกระแสใช้ 'มะหาด' เป็นสารช่วยให้ 'ผิวขาว' - คอลัม X-RAY สุขภาพ
วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม 2555 เวลา 07:00 น.
http://www.dailynews.co.th/article/1490/133547

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว สำหรับสุภาพบุรุษ??


ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว สำหรับสุภาพบุรุษ??





          ครึ้มอกครึ้มใจอย่างไรไม่ทราบ ถึงได้มานั่งเขียนบล็อกตอนตีสอง เอาเป็นว่าคง

คอนเซปเดิม อยากเขียนก็เขียน อยากทำก็ทำ อยากอ่านก็ลองดูนะครับ ^^


          ตอนนี้หลายๆคนมองไปทางไหนอาจจะเห็น ผลิตภัณฑ์แบ่งแยกกลุ่มออกไปมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชาย ฟอรเม็น ฟอร์แมน For MEN For MAN อะไรก็ว่ากันไป แรงบัลดาลใจในการเขียนเรื่องนี้ก็เพราะนี่แหละครับ ไปร้านสะดวกซื้อบัวเขียวเร่งด่วน ข้างมหาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นชั้นวางสินค้ากลุ่มดูแลผิวพรรณเฉพาะของผู้ชายแยกออกมา เลยพูดกับเพื่อนว่า โห เดี๋ยวนี้ถึงกับต้องแยกกันอย่างนี้แล้วนะ !! หลายคนคงตั้งคำถามกับตัวเองแล้วซิ ว่าต้องเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชายหรือเปล่า ก็ผมเป็นผู้ชาย 


          ตรงนี้เองที่ถูกจับขึ้นมาเป็นการทำการตลาด ซึ่งก็ได้ผลดีมากอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งหนุ่มๆเอง ก็หันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น ว่ากันว่าเดิมทีสาวๆทุ่มทุนอลังการเพื่อหน้าใสเป๊ะกันไม่ยั้ง เท่าไหร่ไม่ว่าขอแค่ข้าสวย แต่ตอนนี้หนุ่มๆเค้าเอาบ้าง เพราะเห็นสาวๆตามกรี๊ดหนุ่มเกาหลีหน้าใสกันมากมาย จะยืนหน้าหมองเป็นพ่อค้าเกาเหลาปากซอยก็กระไรอยู่ เอาหล่ะ คราวนี้เรามาเข้าเรื่องเลยแล้วกัน


          จุดหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาโฆษณาคงเป็นเรื่องของ รูปลักษณ์ ความเป็นผู้ชาย  ซึ่งหลายคนก็บอกว่า ซื้อ เพราะมันระบุว่าเป็นของผู้ชายโดยตรง ใช้ของผู้หญิง เดี๋ยวเค้าจะหาว่าไม่ใช่ผู้ชาย หรือว่า อายคนอื่นมอง อืม อันนี้เป็นอะไรที่พูดยากนะ ในเรื่องของความรู้สึก เรามาดูความจริงกันดีกว่า ว่าเครื่องสำอางทั่วไป กับเครื่องสำอาง หรือครีมบำรุง ต่างๆของผู้ชาย ต่างกันตรงไหน


         อย่างแรกที่ชัดเจนคงเป็นกลิ่น กลิ่น มักเป็นกลิ่นน้ำหอมในแนวผู้ชาย ซึ่งก็ให้ความรู้สึกดี แต่บางผลิตภัณฑ์ ใส่มากเกินไป อันนี้ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผิวหน้า ต้องระวัง สำหรับหนุ่มผิวบอบบางแพ้ง่าย หรือเป็นสิว เพราะยิ่งน้ำหอมเยอะ โอกาสระคายเคือง หรือแพ้ก็มากตามไปด้วย

         อันดับที่สอง คงเป็นในเรื่องของความรู้สึกเมื่อใช้ เช่นมีการผสมพวก เมนทอล มินต์ ที่ทำให้รู้สึกหอมเย็นสดชื่น รู้สึกสะอาด รู้สึกว่ามันฆ่าเชื้อ ซึ่งมันก่อให้เกิดการระคายเคืองอ่อนๆ หนุ่มผิวบอบบาง ควรหลีกเลี่ยง
ส่วนผสมอื่นๆ โดยทั่วไปมักไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก แอคทีฟ หรือสารออกฤทธิ์ โดยส่วนใหญ่ก็เป็นตัวเดียวกัน

          บางยี่ห้อบอกว่า ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับผู้ชาย เหมาะสำหรับผิวหนาๆ ของผู้ชายมากกว่า สามารถซึมลึกได้มากกว่า อย่างที่บอกครับ ส่วนผสมแทบไม่มีอะไรแตกต่าง ดังนั้นจะของผู้ชาย ของผู้หญิง แทบไม่มีอะไรต่าง


          สรุปแล้วก็คือ ผลิตภัณฑ์ใดก็ได้ครับจะผู้หญิงผู้ชาย เพียงแต่เลือกให้เหมาะสมกับสภาพผิว เช่น ผิวแห้ง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อครีม ให้ความชุ่มชื้นสูง แต่ถ้าผิวมัน เป็นสิวง่าย อันนี้ก็ต้องเลี่ยงพวกครีม หนืด ๆ หรือพวกที่มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบมากๆ เพราะ มันจะทำให้หน้าเยิ้ม และพาลจะอุดตันเป็นสิวอีก ควรใช้พวกซีรัม หรือ ปราศจากน้ำมัน (Oil free ) เป็นหลัก ส่วนยี่ห้อ หรือตัวไหนอะไรยังไง ต้องลองเองครับ ลางเนื้อชอบลางยา ไม่ต้องกลัวใครว่า ถ้าเราจะลุกขึ้นมาดูแลตัวเองบ้าง ขอให้หล่อใสสมใจครับผม ^^


Gusstation

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วิตตามินซี โอ๊ย งง!!


วิตตามินซี โอ๊ย งง!!


เนื่องจากมีคนถามเข้ามาเยอะมาก ถึงเรื่องวิตซี ถ้าจะมานั่งพิพ์ตอบทีละคน อธิบายทีละคำถาม กระผมเกรงว่าจะเวียนหัวพอๆกับเรื่อง มะหาดที่ได้จัดการไปแล้วก่อนหน้านี้ คนอ่านไปแล้วเกือบหกพัน มาจากไหนเนี่ย- -“  ครั้นจะก๊อปลิงค์ชาวบ้านเค้ามาให้อ่านก็ต้องมานั่งอธาย อภิธานศัพท์กันไปตามระเบียบ งั้นเขียนเองก็ได้เนอะ

กินแล้วดีไงอ่ะ??

ไม่มีประโยชน์ คงไม่แห่แหนสรรหากันขนาดนี้ เอาเป็นว่าหลักๆ
-กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัด
-ช่วยให้ฟื้นตัวจากการป่วยเร็ว ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
-เป็นองค์ประกอบของน้ำดีที่แตกไขมันเป็นโมเลกุลเล็กๆสำหรับย่อย และเป็นสารตั้งต้นแอลคาร์นิทีน ที่ขนส่งไขมันไปเผาผลาญ
-เสริมฤทธิ์วิตามินตัวอื่น เช่น วิตตามินอี เป็นตัวทำให้กลูต้ากลับมาทำงานได้อีกครั้ง
-กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนต่างๆ และเสริมการเจริญของแบคทีเรียดีในลำไส้
-เป็นมีความสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวหนัง หลอดเลือด แข็งแรง ยืดหยุ่น
และอีกมากมายล้านแปดกล่าวไม่หมด ขีเกียจละ ^^


ยี่ห้อไหนดีอ่ะ ??

จริงๆบางคนถามคำถามนี้ก่อนประโยชน์มันอีกนะ 555 พอคิดได้ว่าจะซื้อเข้าร้านไปยืนเหมือนโดนผีหลอก ยี่ห้อไหนดี ละลานตาไปหมด ราคานี่ก็ดึงดูด คุณสมบัตินี่ก็เยี่ยมยอด วิเศษอย่างโน้น วิเศษอย่างนี้ ใส่โน่นเพิ่ม ใส่นี่เพิ่ม โอ้วววว มึนนน

เอาตรงๆสั้นๆ ยี่ห้อไหนก็ได้ แล้วแต่ความพึงพอใจและงบประมาณ

อ้าว แล้วที่มันมีบอก สูตรธรมมชาติ สูตรไม่เป็นกรด สูตรบัฟเฟอร อะไรเยอะแยะมากมาย มันอะไรกัน วิเศษกว่าชาวบ้านตรงไหน??

อันแรกสูตรธรรมชาติ ไอเจ้านี่นะ ก็คือวิตซี กับ สารไบโอฟลาโวนอยด์ เลียนแบบธรรมชาติ เพราะในธรรมชาติ มีวิตซีก็มีไบโอฟลาโวนอยด์ ซึ่งเค้าอ้างว่า เจ้าไบโอฟลาโวนอยด์ ช่วยในการดูซึมนะ แต่ก็ยังไม่มีรายงานยืนยันชัดเจนว่ามีมากถึงจะช่วยได้มาก
สูตรเกลือ เช่น โซเดียมแอสคอเบท แคลเซียแอสคอร์เบท วิตซีเค้าบอกว่ามันเป็นกรด อาจจะระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารได้ จึงนำมาทำให้อยู่ในรูปเกลือ เป็นกรดน้อยกว่า แต่ทว่า วิตซีพีเอช 4-5 เองนะ ในกระเพาะปาเข้าไป 1-2 ความเป็นกรดมันน้อยกว่าความเป็นกรดในกระเพาะเองซะอีกแล้วมันจะทำร้ายกระเพาะได้ไง - -“  ดังนั้นถ้าเราไม่ได้เป็นโรคกระเพาะ หรือมีปัญหากระเพาะอะไรมากมาย สูตรไหนก็ได้
ส่วนสูตรบัพเฟอร์ ก็คือวิตซี ผสมเกลือของวิตซี ก็เป็นบัพเฟอร์แล้ว แต่จะทำให้เป็นบัพเฟอร์ทำไม ไม่มีปัญหาอะไรกับกระเพาะ ก็คงไม่ต้อง  แต่ปัญหาอาจเกิดกับคนที่เป็นโรคหัวใจนี่ซิ เพราะเกลือของวิตามินซี อาจส่งผลให้ความดันโลหิตสูง การเต้นของหัวใจผิดปกติ มีโรคประจำตัว ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนนะครับ

สูตรผงแห้งจากผลไม้วิตซีสูงเช่น จากโรสฮิป อะซีโรลา โน่นนี่นั่น ไม่ใช่ว่า 1000 มิลลิกรัม ได้วิตซี 1000 มิลิกรัมนะ โดยทั่วไป มีวิตซีแค่ 30-50 มิลลิกรัมเท่านั้น ฉะนั้น อ่านฉลากให้ดีนะเออ
นอกจากนี้ก็มีแบบฉีด อันนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ส่วนเป็นอมเยลลี่ ฟองฟู่ โน่นนี่นั่น วิตซีก็คือวิตซี ตัวเดียวกันแหละ

แล้วกินเท่าไหร่อ่ะ ???

กินกันตาย 60 มิลลิกรัม ต่อวัน
กินบำรุงร่างกายกันหวัด 1000 มิลลิกรัม ต่อวัน
เจ็บป่วย หรืออยากผิวใส  1000-2000 มิลลิกรัม  ต่อวัน

แต่ร่างกายเราต้องการนิดเดียวเองนะกินไปทำไมเยอะแยะ ?? ฉี่แพงเปล่าๆเดี่ยวก็ขับทิ้ง

ปริมาณวิตซีที่สูง 1000-2000 มิลลิกรัม ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และช่วยลดการทำงานของเม็ดสีผิวอีกด้วย ถ้ากลัวฉี่แพง ไม่ต้องกินก็ได้จ๊ะเปลือง ^^

กินติดกันนานๆจะเป็นอะไรรึปล่าว

วิตตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำดังนั้น ร่างกายขับออกได้เมื่อเกิน ทานน้ำบ่อยๆ เพื่อให้ร่างกายขับออกได้ง่าย ๆ

“ บทสรุปวิตามินซี รูป แบบไหน ยี่ห้อไหนก็ได้ ดูที่ปริมาณ และราคา ว่าคุ้มค่า จ่ายได้ สบายใจ ดูลักษณะเม็ดและบรรจุภัณฑ์ดีๆ เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อความคงตัว นอกจากนี้การซื้อในปริมาณมากๆเก็บไว้อาจไม่ดีนัก สารต้านอนุมูลอิสระทุกชนิด ยิ่งต้านอนุมูลอิสระได้ดี ยิ่งไวต่อการทำปฏิกิยากับอากาศ ดังนั้น อาจจะเสื่อมสลายได้ง่าย ซื้อมาไม่มากเกินไป และเก็บในที่แห้ง พ้นความร้อนและแสง แค่นี้ก็โอเคแล้ว ท้ายที่สุดอย่าลืมวิตซีจากธรรมชาติดีที่สุด ผัก ผลไม้ต่างๆ รับประทานเยอะๆ ดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าไม่สะดวก เกรงว่าไม่พอ ต้องกินส้ม 20-30 ลูก ถึงจะได้วิตซี500 มิลลิกรัม ไหนจะการขนส่ง การเก็บผลไม้ ทำให้วิตซีหายไป ทานเสริมไว้ก็ไม่เสียหายครับผม ”

Gusstation

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

มาทำน้ำเสาวรส (Passion fruit) กินกันดีกว่า

มาทำน้ำเสาวรส (Passion fruit) กินกันดีกว่า 


บ่ายๆวันนี้ นายชินจัง(ปกติเรียกไอ้ชิน 555)เพื่อนที่หอ เด็กดอยแม่ฮ่องสอนไปเที่ยวอุดรทำนา เลยเอาผลไม้ลูกสีเหลืองๆกลิ่นหอมๆมาให้กัส 4 ลูก มันบอกตอนเด็กๆมันแกะแล้วเอามือควักดูดๆเอา รู้สึกรับไม่ได้ที่จะกินแบบเดียวกัน ^^ งั้นเอามาคั้นน้ำดีกว่ามั๊ย ว่าแต่เรามาทำความรู้จัก 4 ลูกนี้กันก่อนดีกว่า 





เจ้านี่ก็คือ "เสาวรส" (Passion fruit) หรือที่เราเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า กะทกรกฝรั่ง กระทกรกสีดา หรือสุคนธรส, Jamaica Honeysuckle, Yellow Granadilla  เป็นไม้ผล ประเภทเถาเลื้อย อยู่ในตระกูล Passifloraceae โดยมีลักษณะลำต้นเป็นเถา มีมือเกาะออกตามซอกใบ ดอกหอม และเมื่อผลสุกจะ มีสีต่างๆ กัน ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์ โดยพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากใน ประเทศไทยมี 3 พันธุ์คือ ผลสีเหลือง ผลสีม่วง และพันธุ์ผสม สายพันธุ์ที่ชินจังเอามาจากอุดรกัสเดาว่าน่าจะเป็นพันธุ์สีเหลืองหรือไม่แน่ก็ผสมนะคับเพราะเปลือกแข็งมากก






ประโยชน์ก็มีมากมายมหาศาล ในฐานะเรียนมาสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ขอพูดถึงสรรพคุณทางยาหน่อยละกัน
ยอด ใช้เป็นผักสด มีรสขมเล็กน้อย หรือลวกจิ้มกับน้ำพริกและใช้แกงเลียง ผล ใช้กินเมล็ดและเยื่อหุ้มเมล็ด ทางด้านสมุนไพร เนื้อไม้ ใช้เป็นยาควบคุมธาตุ ถอนพิษเบื่อเมาทุกชนิดและใช้รักษาบาดแผล ราก ใช้ต้มน้ำดื่มแก้ไข แก้กามโรค ใบ ใช้ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำดื่มเป็นยาเบื่อและขับพยาธิ ดอก ขับเสมหะ แก้ไอ ผล แก้ปวด บำรุงปอด ใบสด ใช้พอกแก้สิว ต้น ใช้ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไอ และอาการบวม

ในประเทศอิตาลีได้ผลิตน้ำมันจากเมล็ดของเสาวรส และนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์กันแดด ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ลดการอักเสบของสิว ช่วยลดจุดด่างดำ เนื่องจากมีวิตามินซีสูงและวิตามินเอ ช่วยสมานผิวรักษาเยื่อ บุผิวหนัง  ซึ่งในทางอโรมาจัดว่า น้ำมันเสาวรสเป็นน้ำมันที่ให้ความผ่อนคลายในการนวดได้ดี และนิยมใช้นวดบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้ดีอีกด้วย




กล่าวถึงทั้ง ต้นเสาวรส มาแล้ว คราวนี้ก็มาถึงส่วนที่กัสกำลังจะนำมากิน นั่นคือส่วนของ ผลของเสาวรส  อ๊ากกก ไม่สิ พูดเฉพาะเจาะจงกว่านั้นดีกว่า จริงๆเรากินส่วนที่เรียกว่า เยื่อหุ้มเมล็ดของเสาวรส คับผม ก่อนรู้ประโยชน์ของน้ำเสาวรสเรามาทำดื่่มลิ้มรสชาติ เปรี้ยว อมหวาน หอม สดชื่น จิบพลางอ่านไปพลางดีกว่า ว่าแล้วก็จัดการเลยยย 


สูตรการทำน้ำเสาวรสก็มี 


เสาวรส 4 ลูก
น้ำเชื่อม (กัสใช้น้ำตาลทรายแดงน๊า) 
เกลือเล็กน้อย 
น้ำต้มสุกสองถ้วยตวง


พร้อมแล้ว ลุยยยย !!








ล้างๆๆๆ ผลเสาวรส แล้วเอามาผ่าๆๆๆ เป็นซีกตามขวางแบบนี้นะคับย๊ากกก ถึงขั้นต้องเปลี่ยนไปใช้อีโต้ เนื่องจากเปลือกแข็งมาก - -" 






เสร็จแล้วก็เอาช้อนควักมันออกมา ให้หมด ควัก!! เค้าใช้คำนี้ป่ะ เดี๋ยวกลายเป็นว่าใช้ภาษาถิ่นอีก ฮ่าๆๆ ค่อยเขี่ยออกมานะ มันง่ายมากกก  โอ๊ยยย หอมๆๆๆ น้ำลายมารอละ




ใส่น้ำต้มสุกลงไปแล้วใช้ช้อนคนๆบี้ๆเมล็ดเสาวรสให้เข้ากันดี 
จากนั้น ก็นำมากรองบีบบบบบบ แรงงๆๆๆๆ แรงอีก แรงอีก จนหมดแบบนี้ อย่าลืมล้างมือหรือใส่ถุงมือก่อนล่ะ   เราก็จะได้ น้ำเสาวรสเข้มข้น พร้อมแต่งรสให้โดนใจโจ๋ 




เราก็เอาน้ำเชื่อม กับเกลือที่เตียมใว้ ใส่ลงไป คนๆๆๆๆๆๆๆๆ ชิมรสและปรุงตามใจชอบ เกลือใส่หน่อยเดียวพอนะ ให้มันกลมกล่อม อย่าเยอะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน 555 
แค่นี้ก็ได้น้ำเสาวรส สดใหม่ เข้มข้น อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ จะดื่มเลย แช่เย็นไว้ดื่ม ใส่น้ำแข็งดื่ม ก็ตามอัธยาศัยเลยครับท่านผู้ชม พิมพ์ไปจิบไป :P




หลังจากได้น้ำเสาวรสพร้อมจิบแล้วก็มาอ่านประโยชน์สุดมหรรศจรรย์


 ของน้ำเสาวรสกันดีกว่า แบบอ่านไปจิบน้ำเสาวรสไป จะได้ทราบซึ้ง


 สดชื่น และรู้สึกดีในทันที แลดูเป็นยาวิเศษ 555



คุณค่าทางโภชนาการ
ส่วนประกอบทางเคมีของน้ำเสาวรส ประกอบด้วยน้ำประมาณ 76-85% ของแข็งที่ละลาย
ได้ประมาณ 17.4% คาร์โบไฮเดรตประมาณ 12.4% กรดอินทรีย์ประมาณ 3.4% นอกจากนั้นมี
แคโรทีนอยด์ สารประกอบไนโตรเจน สารประกอบที่ให้กลิ่น วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งเอนไซม์

ซึ่งมีข้อมูลแสดงสารอาหารดังนี้
ตารางที่ 1 Nutritional Information (1fl oz 30 มิลลิลิตร)
Calories (kcal)
15
Fiber
0.1 g
Energy (kj)
62
Sugars
4.1 g
Protein
0.1 g
Sodium
1.9 g
Carbohydrate
4.2 g
Fats
0 g

จากการที่เสาวรสมีวิตามินเอค่อนข้างสูง โดยเฉพาะสารแคโรทีนอยด์ จึงช่วยบำรุงสายตา
และผิวพรรณ จากการศึกษาพบว่า มีวิตามินซีค่อนข้างสูง คือ 39.1 mg/100 g ของน้ำเสาวรส
ซึ่งมากกว่าที่พบในมะนาวและพบสาร albumin-homologous protein จากเมล็ดของผลเสาวรส
ซึ่งสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ และยังมีสรรพคุณ ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ลดไขมัน
ในเส้นเลือด และโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ปรับสมดุลในร่างกายลดอาการวิงเวียนคลื่นไส้ สร้างภูมิคุ้มกันโรค กำจัดสารพิษในเลือด บำรุงผิวพรรณ และช่วยฟื้นฟูตับและไตที่อ่อนแอ แค่นั้นยังไม่พอ รสเปรี้ยวของเสวรสช่วยบรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ  เดี๋ยวๆยังมีอีก วารสาร “โภชนาการวิจัย” ของออสเตรเลีย ยังรายงานว่า น้ำผลเสาวรสคั้นมีสรรพคุณช่วยลดอาการเสียงหายใจหวีดและไอของคนเป็นหืด และยังช่วยลดความดันโลหิตลงได้ด้วย 



โอ้ววว เสาวรสนี่สรรพคุณมากล้น ราคาไม่แพง หากินง๊ายง่าย ใครกำลังกินน้ำเสาวรสอยู่ก็ซดให้หมดแก้วตอนนี้เลยคับ ส่วนใครได้แต่นั่งอ่าน พลาดไม่ได้แล้วนะคับ รีบไปหาน้ำเสาวรสมาทานแบบด่วนๆ ผมขอตัวไปดื่มน้ำเสาวรสให้สดชื่นก่อนนอนสักแก้ว จะได้หลับสบายละคืนนี้ ราตรีสวัส หลับฝันดีคับผม ;)




Gus station




ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.gpo.or.th/rdi/html/passionfruit.html
http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/news/4462
http://www.learners.in.th/blogs/posts/422313
http://th.wikipedia.org/wiki/กระทกรก
http://board.palungjit.com/f9/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%AA-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%94-241804.html
http://www.thaitreeflowers.com/view.php?id=20110920145944.0