วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วิตตามินซี โอ๊ย งง!!


วิตตามินซี โอ๊ย งง!!


เนื่องจากมีคนถามเข้ามาเยอะมาก ถึงเรื่องวิตซี ถ้าจะมานั่งพิพ์ตอบทีละคน อธิบายทีละคำถาม กระผมเกรงว่าจะเวียนหัวพอๆกับเรื่อง มะหาดที่ได้จัดการไปแล้วก่อนหน้านี้ คนอ่านไปแล้วเกือบหกพัน มาจากไหนเนี่ย- -“  ครั้นจะก๊อปลิงค์ชาวบ้านเค้ามาให้อ่านก็ต้องมานั่งอธาย อภิธานศัพท์กันไปตามระเบียบ งั้นเขียนเองก็ได้เนอะ

กินแล้วดีไงอ่ะ??

ไม่มีประโยชน์ คงไม่แห่แหนสรรหากันขนาดนี้ เอาเป็นว่าหลักๆ
-กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัด
-ช่วยให้ฟื้นตัวจากการป่วยเร็ว ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
-เป็นองค์ประกอบของน้ำดีที่แตกไขมันเป็นโมเลกุลเล็กๆสำหรับย่อย และเป็นสารตั้งต้นแอลคาร์นิทีน ที่ขนส่งไขมันไปเผาผลาญ
-เสริมฤทธิ์วิตามินตัวอื่น เช่น วิตตามินอี เป็นตัวทำให้กลูต้ากลับมาทำงานได้อีกครั้ง
-กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนต่างๆ และเสริมการเจริญของแบคทีเรียดีในลำไส้
-เป็นมีความสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวหนัง หลอดเลือด แข็งแรง ยืดหยุ่น
และอีกมากมายล้านแปดกล่าวไม่หมด ขีเกียจละ ^^


ยี่ห้อไหนดีอ่ะ ??

จริงๆบางคนถามคำถามนี้ก่อนประโยชน์มันอีกนะ 555 พอคิดได้ว่าจะซื้อเข้าร้านไปยืนเหมือนโดนผีหลอก ยี่ห้อไหนดี ละลานตาไปหมด ราคานี่ก็ดึงดูด คุณสมบัตินี่ก็เยี่ยมยอด วิเศษอย่างโน้น วิเศษอย่างนี้ ใส่โน่นเพิ่ม ใส่นี่เพิ่ม โอ้วววว มึนนน

เอาตรงๆสั้นๆ ยี่ห้อไหนก็ได้ แล้วแต่ความพึงพอใจและงบประมาณ

อ้าว แล้วที่มันมีบอก สูตรธรมมชาติ สูตรไม่เป็นกรด สูตรบัฟเฟอร อะไรเยอะแยะมากมาย มันอะไรกัน วิเศษกว่าชาวบ้านตรงไหน??

อันแรกสูตรธรรมชาติ ไอเจ้านี่นะ ก็คือวิตซี กับ สารไบโอฟลาโวนอยด์ เลียนแบบธรรมชาติ เพราะในธรรมชาติ มีวิตซีก็มีไบโอฟลาโวนอยด์ ซึ่งเค้าอ้างว่า เจ้าไบโอฟลาโวนอยด์ ช่วยในการดูซึมนะ แต่ก็ยังไม่มีรายงานยืนยันชัดเจนว่ามีมากถึงจะช่วยได้มาก
สูตรเกลือ เช่น โซเดียมแอสคอเบท แคลเซียแอสคอร์เบท วิตซีเค้าบอกว่ามันเป็นกรด อาจจะระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารได้ จึงนำมาทำให้อยู่ในรูปเกลือ เป็นกรดน้อยกว่า แต่ทว่า วิตซีพีเอช 4-5 เองนะ ในกระเพาะปาเข้าไป 1-2 ความเป็นกรดมันน้อยกว่าความเป็นกรดในกระเพาะเองซะอีกแล้วมันจะทำร้ายกระเพาะได้ไง - -“  ดังนั้นถ้าเราไม่ได้เป็นโรคกระเพาะ หรือมีปัญหากระเพาะอะไรมากมาย สูตรไหนก็ได้
ส่วนสูตรบัพเฟอร์ ก็คือวิตซี ผสมเกลือของวิตซี ก็เป็นบัพเฟอร์แล้ว แต่จะทำให้เป็นบัพเฟอร์ทำไม ไม่มีปัญหาอะไรกับกระเพาะ ก็คงไม่ต้อง  แต่ปัญหาอาจเกิดกับคนที่เป็นโรคหัวใจนี่ซิ เพราะเกลือของวิตามินซี อาจส่งผลให้ความดันโลหิตสูง การเต้นของหัวใจผิดปกติ มีโรคประจำตัว ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนนะครับ

สูตรผงแห้งจากผลไม้วิตซีสูงเช่น จากโรสฮิป อะซีโรลา โน่นนี่นั่น ไม่ใช่ว่า 1000 มิลลิกรัม ได้วิตซี 1000 มิลิกรัมนะ โดยทั่วไป มีวิตซีแค่ 30-50 มิลลิกรัมเท่านั้น ฉะนั้น อ่านฉลากให้ดีนะเออ
นอกจากนี้ก็มีแบบฉีด อันนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ส่วนเป็นอมเยลลี่ ฟองฟู่ โน่นนี่นั่น วิตซีก็คือวิตซี ตัวเดียวกันแหละ

แล้วกินเท่าไหร่อ่ะ ???

กินกันตาย 60 มิลลิกรัม ต่อวัน
กินบำรุงร่างกายกันหวัด 1000 มิลลิกรัม ต่อวัน
เจ็บป่วย หรืออยากผิวใส  1000-2000 มิลลิกรัม  ต่อวัน

แต่ร่างกายเราต้องการนิดเดียวเองนะกินไปทำไมเยอะแยะ ?? ฉี่แพงเปล่าๆเดี่ยวก็ขับทิ้ง

ปริมาณวิตซีที่สูง 1000-2000 มิลลิกรัม ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และช่วยลดการทำงานของเม็ดสีผิวอีกด้วย ถ้ากลัวฉี่แพง ไม่ต้องกินก็ได้จ๊ะเปลือง ^^

กินติดกันนานๆจะเป็นอะไรรึปล่าว

วิตตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำดังนั้น ร่างกายขับออกได้เมื่อเกิน ทานน้ำบ่อยๆ เพื่อให้ร่างกายขับออกได้ง่าย ๆ

บทสรุปวิตามินซี รูป แบบไหน ยี่ห้อไหนก็ได้ ดูที่ปริมาณ และราคา ว่าคุ้มค่า จ่ายได้ สบายใจ ดูลักษณะเม็ดและบรรจุภัณฑ์ดีๆ เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อความคงตัว นอกจากนี้การซื้อในปริมาณมากๆเก็บไว้อาจไม่ดีนัก สารต้านอนุมูลอิสระทุกชนิด ยิ่งต้านอนุมูลอิสระได้ดี ยิ่งไวต่อการทำปฏิกิยากับอากาศ ดังนั้น อาจจะเสื่อมสลายได้ง่าย ซื้อมาไม่มากเกินไป และเก็บในที่แห้ง พ้นความร้อนและแสง แค่นี้ก็โอเคแล้ว ท้ายที่สุดอย่าลืมวิตซีจากธรรมชาติดีที่สุด ผัก ผลไม้ต่างๆ รับประทานเยอะๆ ดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าไม่สะดวก เกรงว่าไม่พอ ต้องกินส้ม 20-30 ลูก ถึงจะได้วิตซี500 มิลลิกรัม ไหนจะการขนส่ง การเก็บผลไม้ ทำให้วิตซีหายไป ทานเสริมไว้ก็ไม่เสียหายครับผม

Gusstation

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

มาทำน้ำเสาวรส (Passion fruit) กินกันดีกว่า

มาทำน้ำเสาวรส (Passion fruit) กินกันดีกว่า 


บ่ายๆวันนี้ นายชินจัง(ปกติเรียกไอ้ชิน 555)เพื่อนที่หอ เด็กดอยแม่ฮ่องสอนไปเที่ยวอุดรทำนา เลยเอาผลไม้ลูกสีเหลืองๆกลิ่นหอมๆมาให้กัส 4 ลูก มันบอกตอนเด็กๆมันแกะแล้วเอามือควักดูดๆเอา รู้สึกรับไม่ได้ที่จะกินแบบเดียวกัน ^^ งั้นเอามาคั้นน้ำดีกว่ามั๊ย ว่าแต่เรามาทำความรู้จัก 4 ลูกนี้กันก่อนดีกว่า 





เจ้านี่ก็คือ "เสาวรส" (Passion fruit) หรือที่เราเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า กะทกรกฝรั่ง กระทกรกสีดา หรือสุคนธรส, Jamaica Honeysuckle, Yellow Granadilla  เป็นไม้ผล ประเภทเถาเลื้อย อยู่ในตระกูล Passifloraceae โดยมีลักษณะลำต้นเป็นเถา มีมือเกาะออกตามซอกใบ ดอกหอม และเมื่อผลสุกจะ มีสีต่างๆ กัน ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์ โดยพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากใน ประเทศไทยมี 3 พันธุ์คือ ผลสีเหลือง ผลสีม่วง และพันธุ์ผสม สายพันธุ์ที่ชินจังเอามาจากอุดรกัสเดาว่าน่าจะเป็นพันธุ์สีเหลืองหรือไม่แน่ก็ผสมนะคับเพราะเปลือกแข็งมากก






ประโยชน์ก็มีมากมายมหาศาล ในฐานะเรียนมาสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ขอพูดถึงสรรพคุณทางยาหน่อยละกัน
ยอด ใช้เป็นผักสด มีรสขมเล็กน้อย หรือลวกจิ้มกับน้ำพริกและใช้แกงเลียง ผล ใช้กินเมล็ดและเยื่อหุ้มเมล็ด ทางด้านสมุนไพร เนื้อไม้ ใช้เป็นยาควบคุมธาตุ ถอนพิษเบื่อเมาทุกชนิดและใช้รักษาบาดแผล ราก ใช้ต้มน้ำดื่มแก้ไข แก้กามโรค ใบ ใช้ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำดื่มเป็นยาเบื่อและขับพยาธิ ดอก ขับเสมหะ แก้ไอ ผล แก้ปวด บำรุงปอด ใบสด ใช้พอกแก้สิว ต้น ใช้ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไอ และอาการบวม

ในประเทศอิตาลีได้ผลิตน้ำมันจากเมล็ดของเสาวรส และนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์กันแดด ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ลดการอักเสบของสิว ช่วยลดจุดด่างดำ เนื่องจากมีวิตามินซีสูงและวิตามินเอ ช่วยสมานผิวรักษาเยื่อ บุผิวหนัง  ซึ่งในทางอโรมาจัดว่า น้ำมันเสาวรสเป็นน้ำมันที่ให้ความผ่อนคลายในการนวดได้ดี และนิยมใช้นวดบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้ดีอีกด้วย




กล่าวถึงทั้ง ต้นเสาวรส มาแล้ว คราวนี้ก็มาถึงส่วนที่กัสกำลังจะนำมากิน นั่นคือส่วนของ ผลของเสาวรส  อ๊ากกก ไม่สิ พูดเฉพาะเจาะจงกว่านั้นดีกว่า จริงๆเรากินส่วนที่เรียกว่า เยื่อหุ้มเมล็ดของเสาวรส คับผม ก่อนรู้ประโยชน์ของน้ำเสาวรสเรามาทำดื่่มลิ้มรสชาติ เปรี้ยว อมหวาน หอม สดชื่น จิบพลางอ่านไปพลางดีกว่า ว่าแล้วก็จัดการเลยยย 


สูตรการทำน้ำเสาวรสก็มี 


เสาวรส 4 ลูก
น้ำเชื่อม (กัสใช้น้ำตาลทรายแดงน๊า) 
เกลือเล็กน้อย 
น้ำต้มสุกสองถ้วยตวง


พร้อมแล้ว ลุยยยย !!








ล้างๆๆๆ ผลเสาวรส แล้วเอามาผ่าๆๆๆ เป็นซีกตามขวางแบบนี้นะคับย๊ากกก ถึงขั้นต้องเปลี่ยนไปใช้อีโต้ เนื่องจากเปลือกแข็งมาก - -" 






เสร็จแล้วก็เอาช้อนควักมันออกมา ให้หมด ควัก!! เค้าใช้คำนี้ป่ะ เดี๋ยวกลายเป็นว่าใช้ภาษาถิ่นอีก ฮ่าๆๆ ค่อยเขี่ยออกมานะ มันง่ายมากกก  โอ๊ยยย หอมๆๆๆ น้ำลายมารอละ




ใส่น้ำต้มสุกลงไปแล้วใช้ช้อนคนๆบี้ๆเมล็ดเสาวรสให้เข้ากันดี 
จากนั้น ก็นำมากรองบีบบบบบบ แรงงๆๆๆๆ แรงอีก แรงอีก จนหมดแบบนี้ อย่าลืมล้างมือหรือใส่ถุงมือก่อนล่ะ   เราก็จะได้ น้ำเสาวรสเข้มข้น พร้อมแต่งรสให้โดนใจโจ๋ 




เราก็เอาน้ำเชื่อม กับเกลือที่เตียมใว้ ใส่ลงไป คนๆๆๆๆๆๆๆๆ ชิมรสและปรุงตามใจชอบ เกลือใส่หน่อยเดียวพอนะ ให้มันกลมกล่อม อย่าเยอะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน 555 
แค่นี้ก็ได้น้ำเสาวรส สดใหม่ เข้มข้น อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ จะดื่มเลย แช่เย็นไว้ดื่ม ใส่น้ำแข็งดื่ม ก็ตามอัธยาศัยเลยครับท่านผู้ชม พิมพ์ไปจิบไป :P




หลังจากได้น้ำเสาวรสพร้อมจิบแล้วก็มาอ่านประโยชน์สุดมหรรศจรรย์


 ของน้ำเสาวรสกันดีกว่า แบบอ่านไปจิบน้ำเสาวรสไป จะได้ทราบซึ้ง


 สดชื่น และรู้สึกดีในทันที แลดูเป็นยาวิเศษ 555



คุณค่าทางโภชนาการ
ส่วนประกอบทางเคมีของน้ำเสาวรส ประกอบด้วยน้ำประมาณ 76-85% ของแข็งที่ละลาย
ได้ประมาณ 17.4% คาร์โบไฮเดรตประมาณ 12.4% กรดอินทรีย์ประมาณ 3.4% นอกจากนั้นมี
แคโรทีนอยด์ สารประกอบไนโตรเจน สารประกอบที่ให้กลิ่น วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งเอนไซม์

ซึ่งมีข้อมูลแสดงสารอาหารดังนี้
ตารางที่ 1 Nutritional Information (1fl oz 30 มิลลิลิตร)
Calories (kcal)
15
Fiber
0.1 g
Energy (kj)
62
Sugars
4.1 g
Protein
0.1 g
Sodium
1.9 g
Carbohydrate
4.2 g
Fats
0 g

จากการที่เสาวรสมีวิตามินเอค่อนข้างสูง โดยเฉพาะสารแคโรทีนอยด์ จึงช่วยบำรุงสายตา
และผิวพรรณ จากการศึกษาพบว่า มีวิตามินซีค่อนข้างสูง คือ 39.1 mg/100 g ของน้ำเสาวรส
ซึ่งมากกว่าที่พบในมะนาวและพบสาร albumin-homologous protein จากเมล็ดของผลเสาวรส
ซึ่งสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ และยังมีสรรพคุณ ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ลดไขมัน
ในเส้นเลือด และโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ปรับสมดุลในร่างกายลดอาการวิงเวียนคลื่นไส้ สร้างภูมิคุ้มกันโรค กำจัดสารพิษในเลือด บำรุงผิวพรรณ และช่วยฟื้นฟูตับและไตที่อ่อนแอ แค่นั้นยังไม่พอ รสเปรี้ยวของเสวรสช่วยบรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ  เดี๋ยวๆยังมีอีก วารสาร โภชนาการวิจัย” ของออสเตรเลีย ยังรายงานว่า น้ำผลเสาวรสคั้นมีสรรพคุณช่วยลดอาการเสียงหายใจหวีดและไอของคนเป็นหืด และยังช่วยลดความดันโลหิตลงได้ด้วย 



โอ้ววว เสาวรสนี่สรรพคุณมากล้น ราคาไม่แพง หากินง๊ายง่าย ใครกำลังกินน้ำเสาวรสอยู่ก็ซดให้หมดแก้วตอนนี้เลยคับ ส่วนใครได้แต่นั่งอ่าน พลาดไม่ได้แล้วนะคับ รีบไปหาน้ำเสาวรสมาทานแบบด่วนๆ ผมขอตัวไปดื่มน้ำเสาวรสให้สดชื่นก่อนนอนสักแก้ว จะได้หลับสบายละคืนนี้ ราตรีสวัส หลับฝันดีคับผม ;)




Gus station




ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.gpo.or.th/rdi/html/passionfruit.html
http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/news/4462
http://www.learners.in.th/blogs/posts/422313
http://th.wikipedia.org/wiki/กระทกรก
http://board.palungjit.com/f9/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%AA-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%94-241804.html
http://www.thaitreeflowers.com/view.php?id=20110920145944.0





วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

โลชั่นมะหาดโลละ300 500 แบ่งขาย หารขาย ขาววิ๊ง ขาวเวอร์ ขาวไว จริงเท็จประการใด

โลชั่นมะหาดโลละ300 500 แบ่งขาย หารขาย ขาววิ๊ง ขาวเวอร์ ขาวไว จริงเท็จประการใด


     ในหัวข้อนี้่ผมขอพูดถึงเรื่องโลชั่นเป็นหลักนะครับ ในส่วนของสารสกัดมะหาด และข้อมูลจริงๆของมะหาด จะมีให้อ่านกันโดยทั่วไปตามเว็บไซท์ต่างๆ http://www.thaihealth.in.th/2011/09/07/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%94-%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3-%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4/
http://www.osknetwork.com/modules.php?name=News&file=article&sid=217 


    ก่อนอ่านต่อไปผมขอชี้แจงก่อนนะครับ ว่าไม่ได้แอนตี้ หรือมีส่วนได้ส่วนเสีย หรือจะโจมตีใครทั้งสิ้น แต่ช่วงนี้มีถามกันเข้ามาหนาหูเหลือเกิน เรื่องโลชั่นมะหาด สารสกัดมะหาด ครีมแก่นมะหาด มะหาดโน่นนี่นั่น เยอะเหลือเกิน บทความนี้จะเชื่อถือได้มากน้อยเพียงไร อยู่ที่วิจารณญาณตัวท่านเอง ผมพิมพ์ความจริงเท่าที่ได้รับมา จะพาดพิงให้น้อยที่สุด หากทำให้ใคร หรือธุรกิจใด ไม่พอใจ ต้องขออภัย 


    มะหาดขาว มะหาดสูตร นด. มะหาดแท้ หารมะหาด หารโลชั่นมะหาด โลชั่นมะหาดกิโลละ 300 500 มะหาดขาวจริง ขาวไว ขาว เวอร์ มีรีวิว มีโน่น มีนี่นั่น จะเห็นมากมาในเวปไซด์ เฟซ บุ๊ค จนคีเวิร์ดคำว่ามะหาดจริงๆตอนนี้ กลายเป็นสินค้าไปหมดแล้ว จริงเท็จประการใดอยากให้ท่านลองอ่านข้อความต่อจากนี้ 


ความจริงของมะหาด
- สารสกัดแก่นมะหาดทำให้ขาวได้จริง ( สารสกัดจริงๆ ไม่ได้หมายถึงพวกโลชั่นหรือสารพัดครีมที่ทำออกมาแล้ว)
- สารสกัดบริสุทธิ์ราคาหลักแสนบาทต่อกิโลกรัม สารสกัดถูกๆโลละไม่กี่พันอาจมาจากการสกัดหยาบ เช่น สับๆต้ม สับๆแช่ตัวทำละลายต่างๆเป็นต้น 
- สารสกัดมะหาด ใช้ส่วนแก่น ซึ่งต้องมาจากต้นมะหาดที่มีอายุพอสมควร และต้องใช้แก่นไม้มะหาดเป็นจำนวมมากเพื่อให้ได้สารสกัดเพียง1กิโลกรัม ดังนั้น จึงเป็นการตัดไม้ทำลายป่า ทำลายธรรมชาติ 
- งานวิจัยเรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่ สิบปีมาแล้ว แต่เพิ่งมาดังเพราะเอามาออกทีวี หนังสือพิมพ์ และมีพ่อค้าแม่ค้าบางรายจ้างโปรโมท เพื่อขายของ ซึ่งก็คงร่ำรวยเป็นล่ำเป็นสัน 
- มีการใช้จริงในพวกครีมลดฝ้า ผิวขาว ต่างๆ แต่ส่วนมากมักใช้น้อยมาก และอาศัยสารออกฤทธิ์ตัวอื่นๆด้วย เพราะสารสกัดจริง แพงมากก




สารพันคำถามโลชั่นมะหาด


- โลชั่นมะหาดขาวจริงหรอ??? 
ถ้าใส่สารสกัดมะหาดจริง และใส่มากพอที่จะยับยั้งการผลิตเม็ดสีผิวได้ ก็ขาวไว ขาวจริงคับ
- ไหนบอกเป็นแสน เอามาทำโลละสามร้อย ห้าร้อยได้ไง ???
ที่เห็นขายทั่วไปในเนต ผมขอแบ่งเป็นสองพวกแล้วกันนะคับ 
1.สั่งโรงงานผลิต ถูกต้อง มีเลขจดแจ้ง อย  อันนี้ใส่มะหาดจริงหรือเปล่าผมไม่รู้ หรือถ้าใส่จริงอาจจะน้อยมาก ประมาณว่าถังร้อยลิตรใส่ช้อนเดียว หรือใช้เป็นสารสกัดหยาบ โลไม่กี่ตัง อันนี้ค่อนข้างปลอดภัย 
2.ซื้อสารสกัดถูกๆมากผสมกวนเอง อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจว่ามีคนกล้าใช้ได้อย่างไร
- แล้วทำไมบางที่ใช้แล้วขาวจริงอ่ะ 
ถ้าเป็นพวกที่สั่้งผลิตจากโรงงาน อันนี้ผมว่าที่ขาวน่าจะผสมพวกสารทำให้ผิวขาวตัวอื่นเช่น วิตามินB3 AHA หรือ วิตามินซี พวกนี้มากกว่า


-ทำไมรีวิวเค้าดูขาวขึ้น น่าใช้จริงๆ 
ผมแบ่งรูปรีวิวเป็นสองประเภทนะ อันแรก คือ ก่อนขาว หลังขาว อยู่คนละภาพกัน อันนี้ใครๆก็ทำได้ สังเกตุแสงที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวในภาพดูนะครับ ภาพผิวดำก่อนใช้มักถ่ายในที่แสงน้อย ส่วนที่ผิวขาวหลังใช้มักถ่ายในที่สว่างหรือใช้วิธีสาดแสงเข้าใส่ 
ประเภทที่สองคือ สองแขน สองขาไม่เท่ากัน ผมอยากให้เพื่อนๆลองหาโลชั่น ครีม หรือ BBครีม รองพื้น ที่มีพวกสารกันแดดเป็นส่วนผสม แล้วทาแขนข้างเดียวดูนะคับ จากนั้นลองถ่ายรูป คุณก็จะถึงบางอ้อ !!
หรือถ้าร้ายไปกว่านั้นคือ โฟโต้ชอป 
- แต่เค้าใช้แล้วขาวจริงๆนะ 
อันนั้นผลน่าจะมาจาก AHA หรือสารให้ความขาวอื่น
- ใช้แล้วจะขาวตลอดมั๊ย 
เลิกใช้ แล้วไม่โดนแดด ก็ขาวอยู่ แต่เลิกใช้แล้วไปเดินตากแดด ไม่ดำก็บ้าแล้ว 
- ปลอดภัยหรือเปล่า 
ดูตามนี้นะครับ โลชั่นต้องมาจากโรงงานที่ได้รับการรับรองถูกต้อง มีการจดแจ้งเลข อย และแสดงบนฉลาก บรรจุภัณฑ์ ดูน่าเชื่อถือหรือไม่ ปัจจุบันเครื่องสำอางค์ทุกชนิด ขอย้ำ ทุกชนิด ต้องมีเลขจดแจ้ง อย และต้องบรรจุมาจากโรงงาน ไม่ใช่มาแบ่งบรรจุเอง ฉล่ากต้องมี ดังต่อไปนี้ เครื่องหมายการค้า ชื่อผลิตภัณฑ์ วิธีใช้ ส่วนผสม ขนาดบรรจุ ชื่อและที่อยู่ผู้จำหน่าย ชื่อและที่อยู่ผู้ผลิต และเลขทะเบียน อย อย่างชัดเจนบนผลิตภัณฑ์ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ คือ เราไม่รู้ว่าได้มาตรฐานหรือเปล่า มีปัญหาเอาผิดกับใคร สรุปแล้ว กล้าซื้อใช้ป่ะล่ะ ส่วนหัวเชื้อมะหาดเลิกพูดถึงเหอะ ???



วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไก่ทอดสูตรน้ำพริกเผามาม่า

ไก่ทอดสูตรน้ำพริกเผามาม่า




       ที่ไปที่มา มันอยู่ที่ว่า ชอบกินมาม่ารสต้มยำกุ้งน้ำข้น แต่ไม่ชอบใส่น้ำพริกเผา เพราะมันทำให้เผ็ดขึ้น และจานล้างยากขึ้น 55 5 จริงๆ เป็นความไม่ชอบส่วนตัวนะ น้ำพริกเผาเลยเหลือบานนน ไม่รูู้จะทำอย่างไร ก็เลยเอามาทำนี่เลย ไก่ทอด สูตรน้ำพริกเผามาม่า  ^^


มาดูส่วนผสมกันดีกว่า 
แป้งสาลีตราอะไรก็ได้ 

ผงรสดี

ปีกไก่บน

และพระเอกของเรา น้ำพริกเผาจากมาม่า 


ไปทำกันเลย!!! 

นำปีกไก่มาล้างให้สะอาด และทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ 
จากนั้นนำปีกไก่มาหมัก โดยใช้ผงรสดี 2 ช้อนโต๊ะ น้ำพริกเผาจากมาม่า 2-3 ซอง และแป้งสาลี 4 ช้อนโต๊ะ  คลุกเคล้าให้เข้ากัน อาจปรุงรสเพิ่มด้วยซีอิ๊วขาว และน้ำตาลเล็กน้อย ตามชอบ หรือใครจะใส่ผงมาม่าเพิ่มไปด้วยก็ไม่ว่ากัน 


หมักทิ้งไว้ ยิ่งนานยิ่งดี ใส่ตู้เย็นข้ามคืนก็ได้ เพื่อให้เครื่องเทศซึมสู่เนื้อไก่ 

จากนั้นก็พร้อมทอด!!!


 ทอดด้วยไฟกลางๆ พอสุก เหลืองสวยงาม อย่าให้แห้งมากนะครับ




เสร็จแล้วววว ง่ายขนาดนี้ ไม่ต้องไปซื้อกินแล้วว อร่อยมากขอบอก หอมเครื่องเทศจากมาม่า ^^


หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะชอบเมนูนี้นะคร้าบบบ ติชมได้ทั้งเฟซบุ๊ค แฟนเพจ และหน้าบล็อคคับผม ^^



Gusstation






วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555

แอลคาร์นิทีน ลดความอ้วนได้ จริงหรือ !!!

L-Carnitine ลดความอ้วนได้จริงหรือ!! 
ลดความอ้วน ต้องทำอย่างไร 


     แอล-คาร์นิทีน เป็นชื่อของสารตัวหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นในร่างกายของเรานี่เอง โดยสร้างขึ้นมาจากกรดอะมิโน 2 ตัว คือ ไลซีน (lysine) และเมไทโอนีน (methionine) และแอล-คาร์นิทีนในร่างกายของเราก็ถูกใช้ไปในหน้าที่ต่างๆ หลายอย่าง เช่น เข้าไปช่วยเพิ่มกระบวนการใช้ไขมัน (fat) โดยการขนส่งกรดไขมัน (fatty acid) เข้าไปในไมโทคอนเดรีย (ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการสร้างพลังงานของเซลล์) หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ แอล-คาร์นิทีนช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนกรดไขมันไปเป็นพลังงานนั่นเอง ซึ่งพลังงานที่ได้มานี้ส่วนใหญ่ก็จะถูกใช้สำหรับการทำงานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกายเรานั่นเอง 

     แอล-คาร์นิทีนถูกสร้างขึ้นภายในตับและไต และนำไปเก็บไว้ในกล้ามเนื้อลาย (skeletal muscle) ตัวอย่าง ก็เช่น กล้ามเนื้อตามแขน ขา ของเรานั่นเอง นอกจากนี้ยังถูกลำเลียงไปเก็บไว้ในหัวใจ สมอง และสเปิร์ม (ทำให้สเปิร์มเคลื่อนที่ได้อย่างเหมาะสม เพราะแอล-คาร์นิทีนจะไปเร่งให้ไมโทคอนเดรียเปลี่ยนไขมันมาเป็นพลังงานนั่นเอง) สำหรับในอาหารก็จะพบแอล-คาร์นิทีนในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ผลอะโวคาโด (Avocado) ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วหมัก (tempeh) 

รูปแบบของคาร์นิทีนที่มีการนำมาใช้ 
                   คาร์นิทีนที่ถูกนำมาใช้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมจะมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ที่ใช้กันแพร่หลายมีอยู่ 3 รูปแบบ รูปแบบแรกก็คือ แอล-คาร์นิทีน (LC) เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีราคาถูกที่สุด รูปแบบที่สอง คือ แอล-อะซิทิลคาร์นิทีน [L-acetylcarnitine (LAC)] เป็นเพียงรูปแบบเดียวที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคแอลไซเมอร์ (Alzheimer) และโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของสมองโรคอื่นๆ 
                   รูปแบบสุดท้าย คือ แอล-โพรพิโอนิลคาร์นิทีน [L-propionylcarnitine (LPC)] ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาอาการเจ็บหน้าอกและโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ และใช้ได้ผลดีกับโรคเกี่ยวกับเส้นเลือดตามแขนขาอีกด้วย (peripheral vascular disease - PVD) 


การดูดซึมคาร์นิทีนของร่างกาย 
                   ถ้าเรากินเข้าไป การดูดซึมของแอล-คาร์นิทีนจะเกิดขึ้นในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ส่วนแพทย์สามารถให้คาร์นิทีนกับผู้ป่วยได้ทั้งทางเส้นเลือดและโดยการกิน 

บทความจาก คุณ สุทธิพงษ์ พงษ์วร 


         พูดถึงการทำงานของร่างกายเราเกี่ยวกับพลังงานก่อนนะครับ พลังงานของร่างกายเราหลักๆ ได้มาจากสามอย่างคือ คาร์โบไฮเดรต(ข้าว แป้ง น้ำตาล) ไขมัน(น้ำมัน เนย ) และ โปรตีน (เนื้อ นม ไข่)  เมื่อเราทานอาหารเข้าไป คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน จะถูกย่อย และดูดซึม คารโบไฮเดรต จะถูกเปลียนเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว และถูกนำไปใช้เป็นพลังงาน เช่นเดียวกับไขมัน และโปรตีน ส่วนเกินที่เหลือ ก็จะถูกเก็บไว้ใช้ในช่วงที่เราอดอาหาร เช่น ตอนนอน เวลาระหว่างมื้อ เป็นต้น ร่างกายเราใช้พลังงานหลักจากกลูโคส(คาร์โบไฮเดรต) ซึ่งเมื่อมีกลูโคสมากก็จะถูกเก็บในกล้ามเนื้อละตับ ซึ่งสองที่นี้เก็บได้จำกัด ร่างกายจึงสามารถเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมัน ไปเก็บตามจุดต่างๆของร่างกาย ซึ่งเก็บได้ไม่จำกัด มาถึงตรงนี้หลายคนคงพอนึกออกแล้วว่าทำไมตัวเองอ้วน ^^ ไขมันที่เหลือเองก็เอาไปเก็บได้ แต่โปรตีน ที่เหลือจากการสร้างเสริมซ่อมแซมร่างกาย จะถูกขับทิ้ง กระบวนการเหล่านนี้เกิดขึ้นหลังเรารับประทานอาหารไม่นาน เมื่ออยู่ในช่วงที่ร่างกายไม่ได้รับอาหาร แหล่งพลังงานแรกที่ร่างกายเลือกคือคาร์โบไฮเดรตจากตับและกล้ามเนื้อซึ่งร่างกายเรามีพอใช้แค่ 24 ช่วโมงในการใช้ชีวิตปกติ ถ้าเราใช้แรงมากกว่าปกติ เช่น ทำงาน ออกกำลังกาย แล้วคาร์โบไฮเดรตที่สะสมหมด ร่างกายจะเริ่ม กระบวนการสร้างพลังงานจากสารอื่นเช่น ไขมัน เป็นตัวต่อไป ตรงนี้แหละคับ กระบวนการเปลี่ยนไขมันเป็นพลังงาน ต้องอาศัยแอลคาร์นิทีน ในการขนส่งไขมันเข้าไปเผาผลาญในเซลล์ เพื่อให้ได้พลังงาน แต่ถ้าเราอดอาหารต่ออีก จนไขมันหมด ร่างกายก็จะเริ่มสลายกล้ามเนื้อ เอาโปรตีนมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน เชื่อว่าหลายคนคงไม่ถึงจุดนี้แน่นอน เพราะถึงจุดนี้ใกล้ตายแล้วว การเปลี่ยนโปรตีนเป็นพลังงาน ก่อให้เกิดสารพิษทำลายสมอง แต่กว่าจะถึงขนาดนั้นคืออดอาหารนานมาก เพราะร่างกายเรานี่มหัศจรรย์มาก มันไม่รู้หรอกว่าเราต้องการแบบไหน มันรู้อย่างเดียวว่าต้องรอด ดังนั้นเมื่อมีการลดลงของพลังงาน การเผาผลาญก็จะลดลงตามไปด้วยเสมอ เพื่อให้ร่างกายดำรงชีวิตอยู่ได้  ดังนั้น แม้เราจะอดอาหาร แต่น้ำหนักกลับลดช้า การอดอาหาร จึงไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการลดน้ำหนัก


     เมื่อเราเข้าใจกระบวนการเก็บ-ใช้ พลังงานในร่างกายแล้ว การลดความอ้วน จะไปยากอะไร ??? แค่ลดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และไขมัน ลดนะไม่ได้ให้งด ให้พอดีกับร่างกายใช้ กินพออิ่ม อย่ากินจนจุก เคี้ยวช้าๆ กินช้า อย่ารีบ เพราะระบบรับความรู้สึกอิ่มมันทำงานช๊าช้า กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ ตัวจะแตกแล้ว เน้นเพิ่มผักผลไม้ที่ชอบ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง คือ สิ่งที่เราต้องการกำจัดคือไขมัน การกำจัดแน่นอนต้องใช้มันออกไป วิธีง๊ายง่ายสุดๆคือการออกกำลังกาย เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ฟิตเนส เป็นต้น แต่สิ่งที่สำคัญมากๆคือ ต้องออกกำลังกายไม่ต่ำกว่า 30 นาทีนะ ถึงจะเริ่มสลายไขมัน เพราะช่วง 30 นาทีแรกร่างกายใช้คาร์โบไฮเดรตสะสมจากกล้ามเนื้อและตับอยู่ ยังไม่หมดก็ยังไม่ดึงไขมันมาใช้ พอเลยเวลานั้นแล้ว ร่างกายก็จะเริ่มดึงไขมันทืี่สำรองใว้ตามก้น ต้ามพุง ติ้นแขน ข้นขา มาใช้แล้วววว ตรงนี้เอง ที่แอลคาร์นิทีนทำงาน ถึงได้บอกว่าแอลคานีทีน กินเฉยๆไม่ได้ผลหรอก กินแล้วต้องออกกำลังกายไม่ต่ำกว่า30 นาทีด้วย จะเห็นผลชัดเจนมาก  เดิมแอลคาร์นิทีน ถูกใช้ในพวกนักเพาะกาย เมื่อพวกเค้าสร้างกล้ามเนื้อจนเป็นที่พอใจ การมีชั้นไขมันมาบังทำให้เห็นมันกล้ามเนื้อไม่ชัดเจน เช่น 6-pack ไม่ขึ้น  ช่วงก่อนประกวด ก็จะมีการกินแอลคาร์นิทีนร่วมกับการออกกำลังกาย ทำให้ไขมันถูกเผาผลาญไปอย่างรวดเร็ว จึงมีคนหัวใสเอามาใส่ในผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนทั้งหลาย เจอของจริงก็ดีไป ซื้อไม่ระวัง เจอแอลคาร์นิทีน ปลอมเอายาลดความอ้วน(เช่น ซาลบูตรามี) มาใส่แทน นี่ก็อันตรายถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน 
     การดูดซึม แอลคาร์นิทีนเป็นอะมิโน ร่างกายดูุดซึมแอลคานิทีนที่ลำไส้เล็ก เนื่องจากเป็นเส้นยาว จึงถูกทำลายได้ง่าย ดังนั้นแอลคาร์นิทีนธรรมดา จึงดูดซึมไม่ดีเท่าที่ควร จึงมีการพัฒนาเป็น acety-l-carnitine ซึ่งมีความคงตัวสูง ดูดซึมได้ดีกว่าแอลคาร์นิทีนทั่วไป 


     จะลดความอ้วนรับประทานอย่างไร!!! วันละ500 - 1000 มิลลิกรัม ต่อวัน ก่อนอาหาร หรือก่อนออกกำลังกาย ไม่ต่ำกว่า 15 นาที และออกกำลังกายครั้งละไม่ต่ำกว่า 40 นาที ควบคู่ไปด้วย รับรอง น้ำหนักบดแบบไม่โทรม ไม่โย่โย่ ไม่เอฟเฟก ไม่เสียสุขภาพ แถมยังสุขภาพดีอีด้วย!!

 

ประโยขน์อื่นๆของแอลตาร์นิทีน รวมถึง ข้อเสียของแอลคาร์นิทีน ผลข้างเคียงของแอลคาร์นิทีน คัดลอกมาจาก http://topicstock.pantip.com/woman/topicstock/2008/11/Q7215255/Q7215255.html
    10 เหตุผลที่ควรรู้ก่อนเลือกกินคาร์นิทีน (Carnitine) เอามาแบ่งกันอ่านสำหรับสาวๆที่สนใจตัวช่วย burn ตัวนี้

   1. คาร์นีทีนทำให้เราแก่ช้าลง แค่เหตุผลแรกก็ชวนให้เราหลงใหลใคร่อยากที่จะกินคาร์นิทีน กันแล้วสิ ที่คาร์นิทีนทำให้แก่ช้าลงได้ ก็เพราะเหตุผลที่ว่า เซลล์ในร่างกายของเราทุกๆ เซลล์ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์สมอง เซลล์จากระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์จากหัวใจ หรือเซลล์จากที่อื่นๆ ในร่างกาย ทั้งหมดจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อ ได้รับพลังงานเพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการของเซลล์แต่ละชนิด และคาร์นิทีนนี่เองที่เข้าไปช่วยทำให้เซลล์มีอายุยืนนานขึ้น 

   2. คาร์นิทีนทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ (triglycerides) อยู่ในระดับที่ต่ำ และช่วยเพิ่มระดับ HDL-คลอเรสเตอรอล ในเลือด 

   3. นอกจากนี้ คาร์นิทีนยังช่วยป้องกันโรคหัวใจ โดยมีผลทำให้สุขภาพโดยรวมของหัวใจดีขึ้น และช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวด้วย (ซึ่งเป็น 1/3 ของสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคหัวใจตาย) 

   4. คาร์นิทีนช่วยทำให้น้ำหนักลด โดยเฉพาะถ้าใช้ร่วมกันวิธีการที่เราลดอาหารจำพวกแป้งลงในอาหารแต่ละมื้อ 

   5. คาร์นิทีนช่วยเพิ่มระดับพลังงานของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ ค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บหรือเกิดความเสียหายใดๆ กับร่างกาย เหมือนกันที่พบในสารสกัดจากพืชสกุล Ephedra (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ของกระทรวงอาหารและยาของอเมริกา ในเอกสารอ้างอิงครับ) 

   6. และยังพบอีกว่าคาร์นิทีนช่วยให้ความสามารถในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น มีความทนทานมากขึ้น และป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากปริมาณออกซิเจนในเซลล์ไม่เพียงพอ 

   7. ทั้งคาร์นีทีน และ อะซีทิล-แอล-คาร์นิทีน (Acetyl-L-carnitine) ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น 

   8. อะซีทิล-แอล-คาร์นิทีนช่วยลดความเสียหายของเซลล์ประสาทอันเนื่องมาจากความเครียด และอาจจะมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) ด้วย แต่ได้ผลเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย ทำให้อาการของโรคไม่เป็นไปมากกว่านี้ 

   9. อะซีทิล-แอล-คาร์นิทีน มีผลต่อสุขภาพจิตในทางบวก และลดภาวะความเครียดได้ 

   10. คาร์นิทีนช่วยในการทำงานของตับ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของเราด้วย 

                   ข้อควรระวังในการใช้แอล-คาร์นิทีน 
                   สำหรับคนที่คิดจะซื้อแอล-คาร์นิทีนมาใช้ควรต้องระวังเพราะอาจจะมีผลข้างเคียงต่างๆ เกิดขึ้นกับร่างกายได้ และอาจจะเข้าทำปฏิกิริยากับยาอื่นๆ ที่กินร่วมกัน ดังนั้น ในการใช้แต่ละครั้ง ควรต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์จะปลอดภัยกว่า 
                   ข้อควรจำให้ขึ้นใจก็คือสสารทุกอย่างมีทั้งประโยชน์และโทษในตัวเอง ขึ้นกับปริมาณและช่วงจังหวะเวลาของการใช้ ถึงแม้ว่าแอล-คาร์นิทีนจะไม่ปรากฏผลข้างเคียงใดๆ ที่เด่นชัดมากนัก แต่ก็มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าถ้ากินเข้าไปมากขนาด 5 กรัมต่อวัน หรือมากกว่าอาจจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ (ต้องอย่าลืมว่าเราได้แอล-คาร์นิทีนจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์และนมอยู่แล้วด้วย ซึ่งเราไม่สามารถทราบปริมาณที่แน่นอนได้) ส่วนอาการข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจจะพบได้บ้างก็เช่นมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น มีกลิ่นตัว และเกิดมีผื่นแดง และในนักกีฬาหรือคนที่กินแอล-คาร์นิทีนเสริมสำหรับการเล่นกีฬาเพื่อช่วยในการสลายไขมันและช่วยทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อดีขึ้น ก็ควรจะต้องหยุดใช้เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักบ้างอย่างน้อยเดือนละ 1 อาทิตย์ คือไม่ควรใช้ต่อเนื่องติดต่อกันไปเป็นเวลานานๆ 
                   สำหรับคนที่มีอาการแพ้ต่ออาหารโปรตีน เช่น ไข่ นม หรือข้าวสาลี ไม่ควรกินผลิตภัณฑ์ที่เสริมแอล-คาร์นิทีนเป็นอันขาด รวมไปถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไต เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 2 ขวบ และสตรีมีครรภ์ ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ถ้าไม่จำเป็น หรือใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ครับ 




      สุดท้าย ก็หวังว่าหลายๆคนคงจะได้ความรู้และประโยชน์ไปพอสมควร รวมทั้งแนวทางในการพิชิตความสำเร็จ หุ่นดี สุขภาพดีกันทุกคนนะครับ 


เพราะเชื่อว่ากินอย่างไรได้อย่างนั้น 
Gusstation